โครงการหลวง ป่าสนวัดจันทร์

โครงการหลวง ป่าสนวัดจันทร์
โครงการหลวงป่าสนวัดจันทร์

21/4/54

เพื่อนมนัส และ พ.ต.อ.พิษณุ‏




ความคืนหน้า เพื่อนมนัส อินศรีชื่น ปัจจุบันอาการดีขึ้นเป็นลำดับ สามารถนั่งได้
ตอนนี้กำลังจะหัดยืนให้ได้ เมื่อยืนได้แล้วก็จะหัดเดินต่อไป ซึ่งเพื่อนมนัส มีอาการดีขึ้นมาก
กำลังใจดี ยิ้มแย้มแจ่มใสพูดคุยได้ตามปกติ ชูสองนิ้วเลยหละ
สำหรับผู้กองพิษณุ ดีใจหน้าสดชื่น เพราะได้เป็นคุณตาแล้ว บุตรสาวคนเล็กคลอดลูก เมื่อวันที่ 14 เม.ย.54
หลังจากกลับจากงานเลี้ยงรุ่นวันที่ 13 เม.ย. ลูกสาวคลอดตอน ตีหนึ่งของวันที่ 14
เป็นหลานสาวคนแรกของครอบครัว ของให้มีความสุขมากๆ นะเพื่อน
มนตรี
ปล. แก้ข่าว ที่ผมเขียนสารสัมพันธ์ ว่าคุณสมสักดิ์ ศรีวันทนียกุล(ซึ่งสมสักดิ์ก็สะกดผิด) บริจาค 1,000.-บาทนั้น
ขอแก้ข่าว ว่าชื่อที่ถูกต้องคือ คุณสมนึก ศรีวันทนียกุล (ชอร์)
ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

สารสัมพันธ์ 14-16 เม.ย.54



ถึง เพื่อน พ.พ.14-16
งานสังสรรค์รุ่นและรดน้ำดำหัวอาจารย์ เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2554 ที่ร้านอาหารบ้านครัวตี๋น้อยก็ผ่านไปด้วยดี มีเพื่อน ๆ มาลงทะเบียนร่วม 51 คน อาจารย์ 8 ท่าน และมีเพื่อนที่ไม่ได้มาร่วมงานบริจาคเงินอีก 4 ท่าน 1.พล.ต.เด่นดวง ทิมวัฒนา 2,000.-2คุณสมนึก ศรีวันทนียกุล 1,000.-3.คุณเพ็ญประภา สังข์เมือง 1,000.-และ 4พ.อ.ธนัญชัย พยัตตพงษ์ 500.-ชมรมฯขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ ที่นี้ สารสัมพันธ์ ฉบับนี้ มีเพื่อนของเราส่งบทความมาให้อ่าน และคำกลอนของคุณสุรชัย พงษ์พานิช ซึ่งพวกเราทุกคนสามารถเขียนบทความ หรือสารอื่น ๆ ข้อมูลความเคลื่อนไหวมาให้ชมรมฯได้ตลอดเวลานะครับ ผมเป็นสื่อกลาง ให้กลับเพื่อน ๆ ได้ตลอดเวลา
ปัจจุบันข่าวสารของชมรมมี 3 ช่องทางคือ 1.เวปไซด์ของชมรม ซึ่งเพื่อนสามารถติดตามข่าวสารจากช่องทางนี้ได้ http://pp14-16.blogspot.com/ ถ้าไม่ถนัดภาษาอังกฤษ ให้พิมพ์ ชมรมศิษย์เก่า พ.พ.14-16 ที่ google และกด enter ก็จะปรากฏลิงค์ชองชมรมมาให้เห็น ซึ่งเพื่อนสามารถติดตามข่าวย้อนหลังได้ที่คลังบทความ 2.ช่องทาง e-mail address ปัจจุบัน เพื่อน ๆ มีอีเมล์แล้วจำนวน 98 คน ซึ่งก็ได้มีส่งข่าวหรือสารสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมออยู่แล้ว ซึ่งถ้าเพื่อนไม่ถนัดจะสมัครอย่างไร ให้ลูกๆ หลาน ๆสมัครให้ ก็ได้ซึ่งก็มีเพื่อนเราหลายคนให้ลูก สมัครให้ และเปิดให้ดู เป็นระยะๆ และช่องทางที่ 3 คือ ทางจดหมาย ซึ่งจะช้าหน่อย อาจจะ 2 เดือน ครั้ง หรือ 3 เดือนครั้ง หรือถ้าเดือนไหนขยันหน่อยก็เป็นเดือนละครั้งเป็นต้น
วารสาร-ถึงเพื่อนๆ ชาวพ.พ.14-16
ไม่ได้เขียนถึงเพื่อนๆมานานมาก จนเพื่อนๆลืมต้อยดาร์กี้กันหมดแล้ว วันนี้มีอารมณ์อยากจะเขียนถึงเพื่อนจากงานเลี้ยงมุทิตาจิตอาจารย์ 13 เม.ย.2554 ที่ร้านอาหารบ้านครัวตี๋น้อยของคุณคำแสนแล้วมีอยู่ช่วงหนึ่ง พวกเราขึ้นร้องเพลงฮิตประจำ พ.พ.กันนั้น คือเพลงพิทยาสถาพร ทำให้นึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมาหลายปี 1.ที่พิจิตร ไปงานเลี้ยงสังสรรค์พบเพื่อนเราหลายคน หลังจากงานเลี้ยงเลิกราก็มาต่อกันร้านข้าวต้ม จำชื่อร้านไม่ได้แล้วแล้วเพราะเมา ก็เป็นธรรมเนียม ข้าวต้ม +1 แบน+2 แบน พอได้ที่เลือดม่วงขาวเข้างสิง ร้องเพลงพิทยาสถาพรกันทั้งโต๊ะ ร้อได้ครึ่งเพลง สังเกตุ แอ้! ทำไมเสียงมันดังจะว่ะ หันไปดูโค๊ะข้างๆ โอ้โห้ ขาแจมเพียบทั้งร้องทั้งปรมมือดังหึ้มไปทั้งร้าน มีโต๊ะข้างแจมอยู่โต๊ะ ปรมมืออย่างเดียว ไม่ร่วมร้องเพลงด้วย จบเพลงเข้าไปถามไถ่ พ.พ.รุ่นไหนเนี้ย! เค้าบอกพ.พ.รุ่น14-16 อ้าวรุ่นเดียวกันนี้หว่า! ถ่ามเพื่อนๆ เคยเห็นหน้าเค้าหรือเปล่าดูไม่คุ้นเลย ทำไม่ไม่ร้องเพลงหละ จำเนื้อเพลงไม่ได้หรอ! จำได้ครับแต่ร้องเพลงแล้วเนื้อเพลงมันกระโดด ทำให้ร้องผิดจังหวะ คือผมพยายามร้องตามอย่างนี้ พิจิตรพิทยาคมน่าชมสง่างาม สมกับนามพิจิตรพิทยาคม! เอ้าไอ้ห่า! จบพ.พ.14-16 โรงเรียนพิจิตรพิทยาคม ถึงว่าทำไมเอาแต่ปรบมือ ! ฮ่า ๆๆๆๆ 2.ที่ปัตตานี ! พ.พ.รุ่นน้องเล่าให้ฟัง ไปเป็นทหารเกณท์ ถูกส่งไปดูแลความสงบสุขให้คนใต้ อย่านึกว่าจะไม่มีชาว พ.พ.อยู่ ! มีครับมีเพียบ เคยร้องเพลงพิทยาสถาพร ตามร้านอาหารมาแล้ว เหมือนที่พิจิตรเลยขาแจมมาเพียบ แต่มาเป็นลูกๆ ลูกเกลี้ยงมาก่อน ตามมาด้วยลูกน้อยหน่า+ลูกปืนด้วย วงแตกกระเจิง ฮาๆๆๆๆๆๆๆ! เสือกร้องผิดที่ 3.ที่เชียงราย! ไปร้องเพลงพิทยาสถาพรที่วัดร่องขุน ฝรั่ง+นักท่องเที่ยว ปรมมือกันใหญ่ แสดงว่าเพลงนี้มีหลังมาก! มีคนในวัดร่องขุ่นเห็นเค้าเรียกว่าอาจารย์ ใส่หมวกกระโล่,เสื้อหม้อฮ่อม+กางเกงขาก้วย แบบทางเหนือสะพายย่ามร้องเท่าแตะ เดินยิ้มเข้ามาหา แล้วพูดทักทายกับพวกเราแบบลากเสียงยาน ๆ ว่า “แหม มันช่างอังการณ์งานเพลงจริง ๆ อาจารย์เพิ่งเคยได้ยิน มันมีศิลปะเหนือจินตนาการ มีพลังเหนือจิตใต้สำนึก มีทำนองทีกระตุ้นให้มีความฮึกเหิม มีเนื้อร้องที่บ่งบอกความหายอย่างชัดเจน ” สุดยอด ๆ จริง ๆ “ อาจารย์ขอเนื้อเพลงทั้งหมดนะจะเอาไปบรรจุไว้ในโบสถ์วัดร่องขุนนี้แหละ “ ฮ่าๆ ๆ ของเขาดี ของเขาดี ๆ คงเดาถูกนะว่าเขาเป็นใคร! ใครไปวัดร่องขุนดูด้วย ! คืออิทธิพล ของเพลงพิทยาสถาพร ร้องที่ไหนมีพวกแจมที่นั้น พวกเราคือชาว พ.พ.14-16
จบแล้วคิดถึงเพื่อน ๆ
จาก ต้อยดาร์กี้ 21/04/2554
เพื่อน พ.พ.
เคยเดินสวน กันไปมา นุ่งขาสั้น
รั้ววังจันทน์ ต่างพากเพียร เรียนหนังสือ
ธงม่วงขาว โปกสะบัด พัดระบือ
เพลงพิทยา ลือชาก้อง ท่องขึ้นใจ
องค์นเรศวร ทรงยิ่งใหญ่ ได้ศักดิ์ศรี
พระบารมี แผ่กว้างไกล ให้มุ่งหมาย
นาม พ.พ. เรียกชื่อย่อ โรงเรียนชาย
มีนารายณ์ ยืนเยียบโลก โลกร่มเย็น
อันตะเกียง หากขาดไส้ ก็ไร้แสง
เปลวสีแดง สว่างไสว ไม่ได้เห็น
เปรียบคนเรา นั้นขาดเพื่อน ก็เหมือนเป็น
ดั่งเฉดเช่น แสงมืดมิด ปิดหนทาง

19/4/54

เหยือกเต็มหรือยัง????‏


ชายหนุ่มคนหนึ่งได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยเอกชน
เพื่อให้เป็นวิทยากรพิเศษสอนวิชาปรัชญาให้กับนักศึกษาปริญญาโท
เขาเตรียมการสอนอยู่หลายวันจึงตัดสินใจจะสอนนักศึกษาเหล่านั้นด้วยแบบฝึกหัดง่ายๆ
แต่แฝงไว้ด้วยข้อคิด


เขาเดินเข้าห้องเรียนมาพร้อมด้วยของสองสามอย่างบรรจุอยู่ในกระเป๋าคู่ใจ

เมื่อได้เวลาเรียน เขาหยิบ
เหยือกแก้วขนาดใหญ่ขึ้นมา แล้วใส่
ลูกเทนนิสลงไปจนเต็ม

'พวกคุณคิดว่าเหยือกเต็มหรือยัง?' เขาหันไปถามนักศึกษาปริญญาโท

แต่ละคนมีสีหน้าตาครุ่นคิดว่าอาจารย์หนุ่มคนนี้จะมาไม้ไหนก่อนจะตอบพร้อมกัน
'เต็มแล้ว...'

เขายิ้มไม่พูดอะไรต่อหันไปเปิดกระเป๋าเอกสารคู่ใจ

หยิบกระป๋องใส่กรวดออกมา แล้วเท กรวดเม็ดเล็กๆจำนวนมากลงไปในเหยือกพร้อมกับเขย่าเหยือกเบาๆกรวดเลื่อนไหลลงไปอยู่ระหว่างลูกเทนนิสอัดจนแน่นเหยือก เขาหันไปถามนักศึกษาอีก
“เหยือกเต็มหรือยัง?'
นักศึกษามองดูอยู่พักหนึ่งก่อนจะหันมาตอบ 'เต็มแล้ว...'


เขายังยิ้มเช่นเดิม หันไปเปิดกระเป๋าหยิบเอาถุงทรายใบย่อมขึ้นมา
และเททรายจำนวนไม่น้อยใส่ลงไปในเหยือก
เ ม็ดทรายไหลลงไปตามช่องว่างระหว่างกรวดกับลูกเทนนิสได้อย่างง่ายดาย
เขาเทจนทรายหมดถุง
เขย่าเหยือกจนเม็ดทรายอัดแน่นจนแทบล้นเหยือก

เขาหันไปถามนักศึกษาอีกครั้ง “เหยือกเต็มหรือยัง?'

เพื่อป้องกันการหน้าแตกนักศึกษาปริญญาโทเหล่านั้นหันมามองหน้ากัน
ปรึกษากันอยู่นาน

หลายคนเดินก้าวเข้ามาก้มๆ เงยๆ
มองเหยือกตรงหน้าอาจารย์หนุ่มอยู่หลายครั้ง
มีการปรึกษาหารือกันเสียงดังไปทั้งห้องเรียน จวบจนเวลาผ่านไปเกือบ ห้านาที
หัวหน้ากลุ่มนักศึกษาจึงเป็นตัวแทน เดินเข้ามาตอบอย่างหนักแน่น

“คราวนี้เต็มแน่นอนครับอาจารย์'
“แน่ใจนะ'
“แน่ซะยิ่งกว่าแน่อีกครับ'

คราวนี้เขาหยิบน้ำอัดลมสองกระป๋องออกมาจากใต้โต๊ะแล้วเทใส่เหยือกโดยไม่รีรอ
ไม่นานน้ำอัดลมก็ซึมผ่านทรายลงไปจนหมด
ทั้งชั้นเรียนหัวเราะฮือฮากันยกใหญ่
เขาหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

“ไหนพวกคุณบอกว่าเหยือกเต็มแน่ๆ ไง' เขาพูดพลางยกเหยือกขึ้น

“ผมอยากให้พวกคุณจำบทเรียนวันนี้ไว้
เหยือกใบนี้ก็เหมือนชีวิตคนเรา ลูกเทนนิสเปรียบเหมือนเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต เช่น ครอบครัว คู่ชีวิต
การเรียน สุขภาพ ลูก พ่อแม่และเพื่อน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่คุณต้องสนใจจริงจัง
สูญเสียไปไม่ได้

เม็ดกรวดเหมือนสิ่งสำคัญรองลงมา เ ช่น งาน บ้าน รถยนต์

ทรายก็คือเรื่องอื่นๆ ที่เหลือเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เราจำเป็นต้องทำ
แต่เรามักจะหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้
เหยือกนี้เปรียบกับชีวิตของคุณ ถ้าคุณใส่ทรายลงไปก่อน
คุณจะมัวหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเล็กๆน้อยๆ อยู่ตลอดเวลา

ชีวิตเต็มแล้ว... เต็มจนไม่มีที่เหลือให้ใส่กรวด
ไม่มีที่เหลือใส่ให้ลูกเทนนิสแน่นอน'

ชีวิตของคนเราทุกคน ถ้าเราใช้เวลาและปล่อยให้เวลาหมดไปกับเรื่องเล็กๆ
น้อยๆ เราจะไม่มีที่ว่างในชีวิตไว้สำหรับเรื่องสำคัญกว่า

เพราะฉะนั้นในแต่ละวันของชีวิต
เราต้องให้ความสนใจกับเรื่องที่ทำให้ตัวเราและครอบครัวมีคว?มสุข

ใช้ชีวิตเล่นกับลูกๆ หาเวลาไปตรวจร่างกาย
พาคู่ชีวิตกับล ูกไปพักผ่อนในวันหยุด พากันออกกำลังกาย
เล่นกีฬาร่วมกันสักชั่วโมงสองชั่วโมง เพื่อสุขภาพและความสัมพันธ์ที่ดีในชีวิต
พาพ่อแม่ไปเที่ยวพักผ่อนหรือทานข้าว โทรศัพท์หาเพื่อนบ้างให้รู้ว่าเรายังคิดถึงและเป็นห่วง
เราต้องดูแลเรื่องที่สำคัญที่สุดจริงๆ ดูแลลูกเทนนิสของเราก่อนเรื่องอื่นทั้งหมด
หลังจากนั้นถ้ามีเวลาเหลือเราจึงเอามาสนใจกับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัวเรา

นักศึกษาคนหนึ่งยกมือขึ้นถาม

“แล้วน้ำที่อาจารย์เทใส่ลงไปล่ะครับ
หมายถึงอะไร?'


เขายิ้มพร้อมกับบอกว่า “การที่ใส่น้ำลงไปเพราะอยากให้เห็นว่าไม่ว่าชีวิตของเราจะวุ่นวายสับสนเพียงใด
ในความสับสนและวุ่นวายเหล่านั้นคุณยังมีที่ว่างสำหรับการแบ่งปันน้ำใจให้กันเสมอ...'

แล้วเหยือกของคุณล่ะเต็มหรือยัง

11/4/54

วันพุธที่ 13 เม.ย.54 เรามีนัดกันที่ร้านอาหารบ้านอาตี๋น้อย

ถึงเพื่อน ๆ
วันพุธที่ 13 เมษายน 2554 เวลา 17.00 น.เป็นต้นไป
อย่าลืมนะ เรามีนัดสังสรรค์ และรดน้ำดำหัวอาจารย์ผู้มีพระคุณของเรา
ที่ร้านอาหารบ้านอาตี๋น้อย (ทรีเฮาส์)เดิม ทีมงานการจัดงานพร้อมแล้วที่รอต้อนรับเพื่อน ๆ
และมีเพื่อนของเราสมทบเงินให้กับรุ่นเพิ่มอีก 1 ท่านคือ
พล.ต.เด่นดวง ทิมวัฒนา จำนวนเงิน 2,000.-บาท ต้องขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ

31/3/54

รายงานการประชุม 26 มีนาคม 54

ชมรมศิษย์เก่า พ.พ. 14,16
สรุปสาระการประชุมกรรมการ
วันที่ 26 มีนาคม 2554 ณ ร.ร.กวดวิชาสุดประเสริฐ

ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้จัดงานพบปะสังสรรค์และรดน้ำดำหัวอาจารย์ในวันที่ 13 เมษายน 2554 ณ บ้านอาหารอาตี๋น้อย (ทรีเฮ้าส์เดิม) เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ด้วยความเรียบร้อยโดยมีเพื่อนสมาชิกและครอบครัวมาร่วมงานโดยพร้อมเพรียงกัน จึงได้กำหนดกิจกรรมและผู้รับผิดชอบดังต่อไปนี้
1. ฝ่ายประสานงานทั่วไป มีคุณอนันต์ (เม้ง) สิทธิรุ่งโรจน์ เป็นผุ้รับผิดชอบในการประสานงานที่มีประธานชมรม (คุณบุญส่ง เตชะมณีสถิต) และคณะทำงานทุกฝ่าย ในการติดตาม อำนวยการ และแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ ให้เกิดผลสำเร็จ
2. ฝ่ายประชาสัมพันธ์ มีคุณมนตรี ศรีภิรมย์ เป็นผู้รับผิดชอบ ได้มีการแจ้งให้สมาชิกชมรมส่วนหนึ่งทราบแล้วทาง e-mail และจะจัดทำหนังสือแจ้งสมาชิกทุกคนอีก 2 ครั้ง ในวันที่ 7 เมษายน 2554 เพื่อย้ำเตือนว่าการพบปะสังสรรค์ครั้งนี้เป็นการเลี้ยงรุ่นย้อนหลังปี 2553 ที่ได้งดไปเนื่องจากชมรมมีกิจกรรมงานราตรีสองแคว 53 และได้เรียนเชิญอาจารย์เก่ามารดน้ำดำหัวเนื่องในเทศกาลสงกรานต์
3. ฝ่ายรับลงทะเบียน พ.ต.อ.พิษณุ รักการศิลป์รับผิดชอบรับลงทะเบียนสมาชิกโดยให้มีการรวบรวมข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน ทั้งที่อยู่ ที่ทำงาน และ e-mail address (ถ้ามี)
4. ฝ่ายการเงิน พ.อ. เชาว์ เกตุดี รับผิดชอบในการรับ-จ่ายเงินในการจัดงานโดยให้สมาชิกร่วมสมทบค่าใช้จ่ายคนละ 300 บาท ถ้ามีครอบครัวมาด้วยคิดเพิ่มเป็น 500 บาท
5. อาหารและเครื่องดื่ม คุณคำแสน กิจสมบูรณ์ รับผิดชอบการประสานงานกับร้านอาหารในส่วนที่เกี่ยวข้องกับรายการอาหารและเครื่องดื่ม (Soft drink) โดยจัดอาหารชุดจำนวน 8 รายการในราคาชุดละ 1000 บาท จำนวน 10 ชุดและเครื่องดื่มเหมาจ่ายคนละ 40 บาท คุณมนตรี
ศรีภิรมย์รับผิดชอบในการหาสุรา Red label และเบียร์สด
6. สถานที่ คุณคำแสน กิจสมบูรณ์ รับผิดชอบในการประสานงานกับร้านอาหารเกี่ยวกับการจัดสถานที่ เครื่องเสียง ดนตรี นักร้อง คุณมนตรี ศรีภิรมย์ จัดจอภาพนำเสนอผลงานและกิจกรรม โดย จ.ส.อ. อุดร ชมกุล และ อ.สุรินทร์ ศรเพชร เป็นผู้บันทึกภาพนิ่งและ VDO ผ.ศ. สุชาติ
สุดประเสริฐ จัดพระพุทธรูปและอุปกรณ์การรดน้ำดำหัว คุณธีระศักดิ์ เอื้ออริยกุลจัดทำป้ายไวนิล
7. งานพิธีการ
7.1 อ. รังสรรค์ จันทรสุข ประสานงานเรียนเชิญอาจารย์ แจ้งว่าได้รับการตอบรับว่าจะมาเป็นเกียรติประมาณ 8-10 ท่าน
7.2 อ. ธงชัย เพ็ชรรักษ์ จัดหาของที่ระลึกมอบอาจารย์โดยพิจารณาตามความเหมาะสม
7.3 คุณคำแสน กิจสมบูรณ์ จัดหาพวงมาลัยดอกมะลิคล้องคอและพวงมาลัยข้อมืออาจารย์
7.5 คุณนภดล จันทร์จำเนียร นำธงประจำรุ่นประดับในงาน
8. อื่นๆ ได้มีเพื่อนสมาชิกร่วมบริจาคเงินสมทบกองทุนของชมรม 2 ราย ดังนี้
8.1 คุณอานันท์ (ตู๋) บริจาคเงิน จำนวน 2000 บาท
8.2 คุณธราภรณ์ เผือกทอง บริจาคเงิน จำนวน 1000 บาท
ให้คุณมนตรีแจ้งและขอบคุณทางวารสารชมรมต่อไปและให้ประชาสัมพันธ์ในวันจัดงานด้วย

29/3/54

เพือนของเราได้รับการโยกย้าย



คุณกุลดิลก แก้วประพาฬ ได้ย้ายจาก จ.สมุทรปราการ มาดำรงตำแหน่ง หัวหน้ากลุ่มงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู ต.ลำภู อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู
คุณณชพัฒน์ เทียนไพโรจน์(กิจจา) ได้รับการโยกย้ายจาก จ.มุกดาหาร มาดำรงตำแหน่ง ธนรักษ์จังหวัดชัยภูมิ มีผลเดือนเมษายนนี

28/3/54

ความรู้สึกดีๆในความยากลำบาก‏


Adisak Chua: คิดว่าทุกคนกำลังเครียด เลยอยากแบ่งปันเรื่องดีๆที่เกิดในช่วงแผ่นดินไหว (อ่านเจอลิ้งค์จาก ศูนย์กลางข่าวสารแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น โดย สนญ. และ สนทญ.) เป็นเรื่องราวที่คนต่างชาติที่อยู่ในญี่ปุ่นประสบ http://prayforjapan.jp/tweet.html

ขอแปลด้วยความรู้ภาษาญี่ปุ่นที่มี เรื่องที่หนึ่ง ข้าพเจ้าได้เห็นเด็กน้อยพูดกับพนักงานรถไฟ "ขอบคุณค่ะ/ครับ ที่เมื่อวานพยายามอย่างสุดชิวิตทำให้รถไฟเดินรถได้อีกครั้ง" พนักงานรถไฟร้องไห้ส่วนข้าพเจ้าร้องไห้ฟูมฟายไปแล้ว (คืนวันที่เกิดแผ่นดินไหว รถไฟหยุดวิ่ง กว่าจะวิ่งได้ก็หลังเที่ยงคืนไปแล้ว)


เรื่องที่สอง ที่ดิสนีย์แลนด์ คนติดกลับบ้านไม่ได้จำนวนมาก และทางร้านขายของก็ได้เอาขนมมาแจกนักท่องเที่ยว ก็ได้มีนร.ม.ปลายหญิงกลุ่มหนึ่งไปเอามาจำนวนมาก มากเกินพอ แว่บแรกที่ข้าพเจ้ารู้สึกทันทีคือ อะไรของมึงวะ เอาไปซะเยอะ แต่วินาทีต่อมากลายเป็นความรู้สึกตื้นตันใจ เพราะเด็กกลุ่มนั้นเอาขนมไปให้เด็กๆ ซึ่งพ่อแม่ไม่สามารถไปเอาเองได้เพราะต้องดูแลลูกๆ


เรื่องที่สาม ในซุปเปอร์แห่งหนึ่ง ของตกระเกะระกะเพราะแรงแผ่นดินไหว แต่คนซื้อก็เดินไปช่วยกันเก็บของ แล้วก็หยิบส่วนที่ตนอยากซื้อไปต่อคิวจ่ายเงิน ในรถไฟที่เพิ่งเปิดให้ใช้บริการและคนที่ตกค้างจำนวนมากกำลังเดินทางกลับก็ได้เห็นคนแก่คนหนึ่งลุกให้สตรีมีครรภ์นั่ง คนญี่ปุ่นแม้ในภาวะฉุกเฉินเช่นนี้ ก็ยังมีน้ำใจ มีระเบียบ



เรื่องที่สี่ ในคืนแรกที่เกิดแผ่นดินไหว รถไฟไม่วิ่ง ทำให้คนจำนวนมากต้องเดินกลับบ้านแทนการนั่งรถไฟ ขณะที่ข้าพเจ้าต้องเดินกลับจากมหาลัยมายังที่พัก ร้านรวงก็ปิดหมดแล้ว ข้าพเจ้าได้ผ่านร้านขนมปังร้านหนึ่งซึ่งปิดไปแล้ว แต่คุณป้าเจ้าของร้านก็ได้เอาขนมปังมาแจกฟรีแก่คนที่กำลังเดินกลับบ้าน แม้ภาวะฉุกเฉินเช่นนี้ น้ำใจเช่นนี้ทำให้หัวใจข้าพเจ้าอบอุ่น ตื้นตัน


เรื่องที่ห้า ในขณะที่รอรถไฟให้กลับมาวิ่งได้ ข้าพเจ้าก็ได้รออยู่ในอาคารสถานีอย่างเหน็บหนาว โฮมเลสก็ได้แบ่งปันแผ่นกล่องกระดาษให้ โฮมเลสที่ข้าพเจ้ามองด้วยหางตาทุกวันที่มาใช้สถานี คืนนั้นทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด


เรื่องที่หก (เรื่องราวคืนรถไฟไม่วิ่งเยอะหน่อยนะครับ) ด้วยระยะเวลาสี่ชั่วโมงที่ต้องเดินเท้ากลับบ้าน ก็ได้ผ่านหน้าบ้านหลังหนึ่ง ตาก็ไปสะดุุดกับแผ่นกระดาษที่เขียนว่า "เชิญใช้ห้องน้ำได้ค่ะ" หญิงสาวท่านหนึ่งได้เปิดบ้านตัวเองให้แก่คนที่กำลังเดินกลับบ้านได้ใช้ วินาทีที่ได้เห็นแผ่นกระดาษนั้น น้ำตามันก็ไหลออกมาเอง น้ำใจคนญี่ปุ่น


เรื่องที่เจ็ด แม้ว่าไฟดับ ก็ยังมีคนที่สู้ทำงานให้ไฟกลับมาติด น้ำไม่ไหลก็ยังมีคนไม่ยอมแพ้ทำให้น้ำกลับมาไหล เกิดปัญหากับโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ก็มีคนที่พร้อมจะเข้าพื้นที่เพื่อซ่อมมัน ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้กลับมาสู่สภาพปกติด้วยตัวมันเอง ขณะที่พวกเราอยู่ในบ้านอันอบอุ่นแล้วก็พร่ำบ่นว่าเมื่อไรไฟมันจะติด น้ำจะไหลน้าา ก็มีคนที่อยู่ข้างนอกท่ามกลางความหนาวเหน็บกำลังพยายามสู้อยู่


เรื่องที่แปด ในจังหวัดจิบะ คนลุงคนหนึ่งที่หลบภัยอยู่ก็ได้เปรยออกมาว่า ต่อจากนี้ไปจะเป็นอย่างไรน้า เด็กหนุ่มม.ปลายก็ตอบกลับไปว่า ไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วง ต่อจากนี้ไปเมื่อเป็นผู้ใหญ่ พวกผมจะทำให้มันกลับมาเหมือนเดิมแน่นอน (ไม่เป็นไร พวกเรายังมีอนาคต!!!)


เรื่องที่เก้า ขณะที่กำลังได้รับความช่วยเหลือ หลังจากที่ติดอยู่บนหลังคาบ้านมากว่า 42ชั่วโมง คุณลุงก็ได้กล่าวว่า "ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรครับ เคยมีประสบการณ์ทซึนามิที่ชิลีมาแล้ว ต่อจากนี้ไปพวกเรามาช่วยฟื้นฟูบ้านเมืองกันนะ" แกกล่าวด้วยรอยยิ้ม (สิ่งสำคัญสำหรับพวกเราคือ ต่อจากนี้ไปเราจะทำอะไรต่างหาก)


เรื่องสุดท้าย ก่อนหน้านี้เมืองมันสว่างเกินไป เกินที่จะมองเห็นดวงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน แต่จริงๆแล้วดาวสวยเช่นนี้เอง ชาวเซนไดทุกคนลองแหงนมองขึ้นไปข้างบนดูซิ

ข่าวประชาสัมพันธ์

สวัสดีครับเพื่อน ๆ ร่วมรุ่น ชมรมศิษย์เก่า พ.พ.14-16 จากการที่คณะกรรมการชมรม ได้มีการจัดประชุม เมื่อวันเสาร์ที่ 12 มีนาคม 54 ที่รีสอร์ทส่วนตัวคุณประสพ มั่นแก้ว เอื้อเฟื้อสถานที่ พร้อมหมูหัน 1 ตัว ประเด็นของการประชุม มีประเด็นเดียว ว่าจะจัดงานรุ่นและรดน้ำดำหัวอาจารย์ในวันไหนดีของเดือน เมษายน 54 ทีประชุมได้มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง อภิปรายกันพร้อมยกเหตุผล(บรรยากาศ เหมือนการประชุมผู้แทนราษฎร์เลย เพียงแต่ว่าขอเค้าเวลายืนพูดไม่ได้ถือแก้วเท่านั้นเอง ขอเราถือแก้ว และถ้าคอแห้งระหว่างอภิปราย ก็จะจิบพร้อมกันไปด้วย) โดยเริ่มประชุม ตั้งแต่เวลา 15.00 น. จนถึงเวลา ประมาณ 24.00 น. ใช้เวลาเสนอความคิดเห็นกัน ร่วม 10 ชั่วโมง เป็นอันยุติ กำหนดจัดวันพุธที่ 13 เมษายน 2554

ดังนั้น จึงขอเรียนเชิญเพื่อนชมรมศิษย์เก่า พ.พ.14-16 ร่วมงานเลี้ยงรุ่นประจำปี และรดน้ำดำหัวอาจารย์ ในวันพุธที่ 13 เมษายน 54 ที่ร้านบ้านครัวตี๋น้อย(ทรีเฮาส์เดิม) ตรงข้ามโรงแรมพิษณุโลกธานี ถ.สายสนามบินเก่า ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก เริ่มงานตั้งแต่เวลา17.00 น. เป็นต้นไป

ขอชี้แจงเพิ่มเติม เหตุผลที่มาจัดช่วงนี้ เนื่องจากเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 53 พวกเราได้จัดงานบอลการกุศลราตีสองแคว ซึ่งถ้าจะมาจัดงานอีกในเดือนธันวาคม ซึ่งใกล้กันมากกลัวเพื่อน ๆจะเหนื่อยกับการเดินทางโดยเฉพาะเพื่อนที่อยู่ต่างจังหวัด หรือเพื่อนที่อยู่ในพิษณุโลกก็เป็นการรบกวนเวลามากเกินไป และเคยมีประสบการณ์มาครั้งหนึ่งแล้ว ที่สมัยรศ.สุชาติ สุดประเสริฐ เป็นประธานซึ่งจัดใกล้กันมาก 2 งาน เพื่อนมาร่วมงานน้อยมาก ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาจึงเลื่อนมาจัดในเดือนเมษายนนี้ ซึ่งชมรมก็มีการจัดทุกปีอยู่แล้ว

ขอเรียนเชิญเพื่อน ๆ ทุกคนนะครับ มาร่วมงานเลี้ยงรุ่น ต้องบอกล่วงหน้าเพื่อน ๆ จะได้จัดเวลา และวางแผนถูกเนื่องจากพวกเราก็ทราบดีอยู่แล้ว ว่าเป็นวันหยุดยาว และบางคนมีภารกิจที่รับผิดชอบกับครอบครัวบ้าง,ที่ทำงานบ้าง,เที่ยวกับญาติบ้าง หรืออื่นๆ และไม่สามารถมาได้เพราะชนกัน อันนี้เราก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าคนไหนพอจะปลีกตัวได้ขอเชิญนะครับ ค่าใช้จ่ายในงาน ถ้ามาเป็นครอบครัว 500.-บาท แต่ถ้ามาเดี่ยว ๆ หิ้วปากมากอันเดียว 300.-ขาดตัว แต่ถ้าเพื่อนจะแถมให้มากกว่านี้ ก็ยินดีมากครับ และมีเพื่อน ร่วมรุ่น 2 คน บริจาคมาแล้วคือ อ.คุณอานันท์ นิรมล ปัจจุบันเป็นอาจารย์มหาวิทยาทักษิณ จ.สงขลา จำนวน เงิน 2,000.-บาท และอ.ธิราภรณ์ เผือกทอง โรงเรียนเฉลิมขวัญ สตรี 1,000.-บาท ชมรมฯก็ขอบคุณเพื่อนมา ณ.โอกาสนี้ และขอขอบคุณเพื่อนอีก 1 ท่าน คุณเพ็ญประภา สังข์เมือง ที่ชมรมได้ขอให้ซื้อพวงหรีด(สำรองจ่าย) ให้กับบิดาคุณเดชา รัตนามตกุลให้ก่อน ซึ่งคุณเพ็ญประภา ขอมอบเงินคืนให้กับชมรม จำนวน 500.-บาท ก็ขอบคุณเช่นกัน

และอย่าลืมติดตามข่าวสารชมรมได้ที่ http://pp14-16.blogspot.com/ นะครับ สามารถดูข่าวสารย้อนหลังได้ โดยไปที่คลังบทความ อยู่ด้านขวามือ ของเวปไซด์ และจะเรียงเป็นเดือน ๆไว้สามารถเข้าไปคลิก ดูบทความแต่ละเดือนได้ จาก มนตรี ศรีภิรมย์ e-mail : montri_sri1@hotmail.com

15/3/54

เพื่อน มนัส อินศรีชื่น


ความคืนหน้าอาการป่วยของคุณมนัส อินศรีชื่น ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2554 หมออนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว สามารถพูดคุยได้ตามปกติ อาการทั่วไปยังไม่สามารถช่วยตัวเองได้มากนัก สามารถนั่งได้เมื่อมีคนพยุงให้นั่ง ซึ่งอาการคุณมนัสก็ดีขึ้นตาม
ลำดับมากแล้ว ปัจจุบันนอนพักที่บ้านที่ภรรยาจัดไว้ให้ เพื่อนๆ สามารถไปเยี่ยมได้ตลอดเวลา หรือสามารถโทรคุยกับเพื่อนได้ครับ

14/3/54

กำหนดวันเลี้ยงรุ่นประจำปี พุธที่ 13 เมษายน 2554






เมื่อวันเสาร์ที่ 12 มีนาคม 2554 เพื่อน ๆ สมาชิกบางส่วนได้มีการประชุมกันที่ รีสอร์ทส่วนตัวคุณประสพ มั่นแก้ว ที่อ.วัดโบสถ์
จ.พิษณุโลก หลังจากที่ได้ถกเถียง แสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง ชมรมจะจัดงานในวันไหนของเดือน เมษายน 2554
ดี ซึ่งได้ข้อสรุปและมีมติเป็นเอกฉันท์ดังนี้
-จัดงานเลี้ยงรุ่นสังสันต์ประจำปี และรดน้ำดำหัวอาจารย์ ในวันพุธที่ 13 เมษายน 2554 เริ้มเวลา 17.00 น.เป็นต้นไป
-สถานที่จัดงาน ครัวบ้านเพ(ร้านทรีเฮาส์เดิม) ตรงข้ามโรงแรมพิษณุโลกธานี ถ.สายสนามบินเก่า จ.พิษณุโลก
จึงแจ้งให้ทราบ ถึงเพื่อน ๆ ทุกคนเป็นการล่วงหน้า เพื่อจะได้วางแผนต่างๆ เตรียมตัว รวมทั้งจัดเวลาให้เหมาะสม
ว่าสามารถจะมาร่วมงานได้หรือไม่ต่อไป ซึ่งทางชมรมก็จะได้มีการประชุมแต่งตั้งคณะทำงาน ในการเตรียมงาน
ซึ่งเมือถึงใกล้ ๆ จะมีการส่งสารย้ำให้เพื่อนๆ อีกครั้งหนึ่ง เพื่อกันลืม
หมายเหตุ ถ้าเพื่อน ๆ ได้ทราบข่าวจากเวปไซด์นี้แล้ว ขอให้แจ้งให้กับเพื่อนคนอื่นๆ ให้ทราบด้วยนะครับ

ปรัชญาของมด‏


ปรัชญาที่ 1 มดไม่เคยละความพยายาม

หากมันมุ่งหน้าไปทางทิศใด แล้วเกิดอุปสรรค = ถูกปิดกั้นหนทาง

มันจะพยายามหาทางเดินทางอื่น มันจะไต่ขึ้น ไต่ลง ไปรอบๆมันจะมองหาหนทางอื่นเสมอ

ข้อคิด
จง อย่าละความพยายามในการหาหนทางไปสู่สิ่งที่หมายมาด

ปรัชญาที่ 2 มดคิดถึงฤดูหนาวตลอดฤดูร้อน

มันไม่เคยรักสบายจนคิดเพียงว่าคิมหันต์ฤดู จะคงอยู่ตลอดเวลา

ดัง นั้น มันจึงพยายามเก็บสะสมเสบียงไว้สำหรับเหมันต์ ตลอดฤดูคิมหันต์หรรษา

ข้อคิด
จงตะหนักถึงความเป็นจริง และเตรียมรับกับเหตุการณ์ในอนาคต

ปรัชญาที่ 3 มดคิดถึงฤดูร้อนตลอดฤดูหนาว

ท่าม กลางความหนาวเหน็บแห่งเหมันต์ มันจะเตือนตัวเองว่า

"ความลำบากจะอยู่เพียงไม่นาน แล้วเราก็จะพ้นจากสภาวะเช่นนี้"

เมื่อวันที่แสงแห่งความอบอุ่นแรกสาดส่อง มันจะออกมาเริงร่า หากอากาศกลับกลายเป็นหนาวอีกครั้ง

มันจะเข้าไปในโพรงอีกครั้ง และออกมารับความอบอุ่นในวันอากาศดีโดยทันใด

ข้อคิด
จงมองทุก สิ่งในเชิงบวกตลอดเวลา

ปรัชญาที่ 4 ทุ่มเททุกสิ่งเท่าที่สามารถ

มดสามารถเก็บเกี่ยวเสบียงตลอดฤดูร้อน เพื่อเตรียมพร้อมฤดูหนาวให้มากเท่าที่มันจะทำได้

ข้อคิด
จงพยายามทำทุกสิ่ง ทุกอย่างเต็มกำลัง

สรุป

1)...อย่ายอมแพ้
2)....มองไปข้างหน้า
3)...มองโลกในแง่ดี
4)...ทำเต็มความสามารถ

คุณทำได้..ยิ่งกว่ามดตัวเล็กๆ
teana veeramacha (teana2007@hotmail.com)

3/3/54

ทอดผ้าป่า สำนักสงฆ์ถ้ำสันติธรรม‏






เมื่อวันที่ 26-27 กุมภาพันธ์ 2554 ชมรมศิษย์เก่า พ.พ. 14-16 ได้ไปทำบุญร่วมกัน
โดยได้เดินทางไปร่วมกับ สมาคมนักเรียนเก่า เอ เอฟ เอส ประเทศไทย ทอดผ้าป่าสามัคคี
ที่สำนักสงฆ์ถ้ำสันติธรรม ต.คลองม่วง อ.ปากช่อง จังหวัดนครราชขสีมา มีเพื่อนของเราเป็นประธาน
คุณวุฒิศักดิ์ วานิชย์กูล(แม้ว) และเป็นนายกสมาคมนักเรียนเก่า เอ เอฟ เอส ประเทศไทยด้วย
เพื่อน ๆ จากพิษณุโลก พร้อมครอบครัว จำนวน 13 ชีวิต และเพื่อน ๆ จากพิษณุโลกทะยอยมาสมทบอีก
10 ชีวิต ก็ได้อิ่มบุญด้วยกันทุกคน และมีความสุขสนุกสนาน ที่ได้พบเพื่อน ๆ ร่วมรุ่น กระเซ้าเย้าแยตามอัธยาศัย

22/2/54




สมพงษ์ พัดจาด (sompong-pl1@hotmail.com

21/2/54

นักวิ่งมาราธอนวัย 87 ปี

....เป็นเวลากว่า 2 เดือนแล้ว ที่ปู่เป็งแอบย่องออกจากบ้านตอนเช้ามืด เพื่อซุ่มซ้อมวิ่งให้ร่างกายพร้อม...ส่วนจิตใจนั้นไม่ต้องห่วง...เต็มร้อยอยู่แล้วฟิตดี ไม่มีพลาด "ปู่เป็ง" จะเริ่มซ้อมตั้งแต่เวลา 4.00น.โดยวิ่งรอบสนามฟุตบอลไปเรื่อยๆ พอฟ้าสว่างจึงวิ่งออกถนนใหญ่ นับหลักกิโลฯไปจนได้ระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร ก็วิ่งกลับจะถึงบ้านประมาณ 10.00 น.

"ปู่เป็ง" เล่าว่า เริ่มซ้อมวิ่งช่วงแรก ๆ ...วิ่งรอบสนามฟุตบอลจนงง..จำไม่ได้ว่าวิ่งไปกี่รอบ...ต้องหาเครื่องช่วยจำ...วันรุ่งขึ้น...จึงไปแลกเหรียญบาท ใส่กระเป๋าไว้ 100 เหรียญ

วิ่งครบ 1 รอบ...ก็ล้วงเหรียญจากกระเป๋าขวา มาใส่กระเป๋าซ้าย แล้วก็วิ่งไปจนหมดเหรียญ ประมาณ 40 กิโลเมตรผลปรากฎว่า กระเป๋ากางเกงขาด เหรียญบาทตกหาย

...และตอนวิ่งยังมีเสียงเหรียญกระทบกัน..กรุ๊ง...กริ๊ง.. น่ารำคาญ..จึงเปลี่ยนจากเหรียญบาทมาใช้เม็ดมะขามแทน

นอกจากการซ้อมอย่างสม่ำเสมอแล้ว..ปู่เป็งยังรักษาสุขภาพตนเองอย่างดีเยี่ยมด้วย

"ตั้งแต่หนุ่มๆ มาแล้ว ปู่ไม่เคยกินเหล้า หรือสูบบุหรี่เลย เพราะไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย กินอาหารตรงเวลา จะมีลูกสาวคนเล็กคอยชงโอวัลตินหรือนมเสริมแคลเซี่ยมให้กินทุกวัน " ที่สำคัญ ปู่เป็งไม่เคยตั้งอยู่ในความประมาท เพราะจะเข้ารับการตรวจร่างกายเป็นประจำทุกเดือน ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช

แรงบันดาลใจ

"ปู่ไม่มีโอกาสไม่เหรียญหรอก เพราะปู่ไม่ได้เป็นนักกีฬาอายุก็มากแล้ว " คำพูดในเชิงดูถูกของหลานชายตัวเล็ก ทำให้จิตใจไม่เคยยอมแพ้ใครของปู่เป๋งฮึดสู้ขึ้นมาทันที

เนื่องจากหลานชายเป็นนักกีฬาประจำจังหวัดราชบุรี ได้นำเหรียญรางวัลจากการแข่งขันกีฬามาอวด ปู่เป็งสนใจมาก " เพราะสมัยปู่เป็นเด็กไม่มีแบบนี้ " ปู่เป็ง เล่าถึงแรงบันดาลใจครั้งแรกก่อนกระโดดลงสนามวิ่ง

และที่มีส่วนกระตุ้นให้ปู่เป๋งเลือกการวิ่งเป็นรางวัลในปั้นปลายชีวิตนั่นก็คือ...ภาพนักวิ่งจำนวนมากที่วิ่งผ่านหน้าบ้านเป็นประจำ เพราะเป็นเส้นทางที่สถาบันราชภัฎหมู่บ้านจอมบึงใช้เป็นทางผ่านในการจัดแข่งขันวิ่งมาราธอน จึงนึกสนุกด้วย

ปี 2537 ปู่เป็งจึงเดินเข้าไปเขียนใบสมัครลงแข่งขัน "จอมบึงมินิมาราธอน 10 กิโลเมตร " ในรุ่นอายุ 60 ปี ขึ้นไป และวิ่งเข้าเส้นชัยด้วยไม่ได้รับเหรียญรางวัลอะไรเลย...

แต่ที่แน่ๆ วันรุ่งขึ้น...ปู่เป็งไม่สบาย ปวดเมื่อยร่างกายไปหมด เหมือนกระดูกจะหลุดเป็นเสี่ยง ๆ ลูกๆ ต้องป้อนข้าวต้มอยู่หลายวัน อาการป่วยทำให้ปู่เป็งรู้ว่า ร่างกายตนเองไม่พร้อม เพราะไม่เคยเล่นกีฬามาก่อน

ดังนั้นเมื่อหายป่วย..ปู่เป็ง จึงออกวิ่งซ้อมรอบสนามฟุตบอลสถาบันราชภัฎฯทุกเช้า

ไม่เคยยอมแพ้เข้าเส้นชัยทุกครั้ง

" ผมลงสนามพร้อม " ปู่เป็ง " จำได้ว่า ตอนนั้นลงครึ่งมาราธอน ระยะทาง 21.1 กิโลเมตร วิ่งไป 10 กิโลเมตร เห็นปู่เป็งวิ่งอยู่ข้างหน้า ผมก็เร่งฝีเท้าตีเสมอ ...และวิ่งคอยอยู่ระยะหนึ่ง จึงคิดจะแซง ย่ามใจว่า ปู่อายุมากแล้ว จึงหันมาบอกปู่เป็งว่า..ไปก่อนนะปู่...แล้วผมก็วิ่งแซงขึ้นไป พอวิ่งไปอีกไม่ถึง 5 กิโลเมตร ได้ยินเสียงคนวิ่งตามหลังมา หันไปดูปรากฏว่าเป็นปู่เป็ง...แล้วปู่ก็เร่งฝีเท้าแซงผมทันที และบอกว่า..ไปก่อนนะอาจารย์ ผมก็แซงปู่ไม่ได้อีกเลย..ปู่อึดมาก ยิ่งวิ่งระยะไกลไม่มีใครสู้ได้ " เป็นคำบอกเล่าของอาจารย์ ณรงค์ เทียมเมฆ ผู้ก่อตั้งชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพของสถาบันราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง

ความมุ่งมั่นของปู่เป็ง ...เป็นสิ่งที่เยาวชนควรนำไปเป็นแบบอย่าง คือตั้งใจทำอะไรแล้ว ต้องทำให้สำเร็จ ทุกครั้งที่ลงสนาม จะต้องเข้าเส้นชัยให้ได้ ไม่ว่าจะทำเวลาได้แค่ไหนก็ตาม ไม่เคยออกนอกเส้นทาง เพราะความเหนื่อยล้า ไม่เคยใช้ทางลัดเพื่อทำเวลา ไม่เคยออกนอกการแข่งขันกลางคัน

"เป็นการให้เกียรติสนาม " เป็นเหตุผลสั้น ๆ จากคุณปู่ยอดนักสู้

ปู่เป็งมีเทคนิคส่วนตัวในการวิ่งที่ไม่มีใครสอน นั่นก็คือ ท่าวิ่งที่ยกเท้าไม่สูง เลียดไปกับพื้น พัฒนามาจากการเดิน ประกอบกับรูปร่างเล็กๆ บางๆ น้ำหนักเพียง 48 กิโลกรัม กับส่วนสูง 155 เซ็นติเมตร ทำให้ร่างกายไม่ต้องรับน้ำหนักมาก จะช่วยลดอุบัติเหตุ

ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา รศ.เจริญ กระบวนรัตน์ บอกว่าการวิ่งมาราธอนของ "ปู่เป็ง " จะไม่เป็นอันตราย หากร่างกายคุ้นเคยกับการออกกำลังกายอยู่สม่ำเสมอ และสถิติ 4 ชั่วโมงเศษๆ จากการวิ่ง 42.195 กิโลเมตร ก็ถือว่าเป็นเวลาที่เหมาะสำหรับคนอายุมาก

คนอายุ 70 ปีขึ้นไป หากได้ออกกำลังกายเป็นประจำแล้วจะทำให้ ปอด หัวใจ หลอดเลือด กระดูก กล้ามเนื้อได้เคลื่อนไหว และแข็งแรงหนุ่มๆ บางคนสู้ไม่ได้ แต่หากหยุดไปนาน ๆ แล้ว กลับมาวิ่งอีก ถือว่าเสี่ยง รศ.เจริญให้ความรู้

รศ.เจริญ บอกด้วยว่า ปู่เป็งเป็นตัวอย่างที่ดของการออกกำลังกาย วัยเกือบ 90 ปีแล้ว ยังสามารถฟิตซ้อมร่างกายจนแข็งแรงลงสนามได้ ถือว่าเป็นคนพิเศษกว่าใคร ๆ แต่ไม่อยากให้ปู่เป็งมุ่งมั่นแข่งขันเพื่อเอาชนะจนเกินสภาพร่างกายซึ่งอาจพลาดพลั้งได้ ดังนั้นต้องคำนึงว่าร่างกายวัยนี้จะไม่แข็งแรงเหมือนหนุ่มสาว "การวิ่งออกกำลังกาย มีประโยชน์สำหรับผู้สูงอายุ ทำให้อายุยืนร่างกายแข็งแรง รักษาโรคบางชนิดได้โดยเริ่มวิ่งจากทีละน้อยๆ อย่าหักโหม วิ่งอย่างช้าๆ ไปเรื่อยๆ มีจิตใจที่เพลิดเพลินอารมณ์ดี ที่สำคัญที่สุด คือต้องคอยสังเกตุปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเสมอทั้งก่อนวิ่งขณะวิ่งและหลังการวิ่ง ผู้เชี่ยวชาญบอกทิ้งท้าย

อย่างปู่เป็ง หนุ่มๆ หลายคนยกมือยอมแพ้ แม้ว่าเรื่องกุ๊กกิ๊กกับคู่ทุกข์คู่ยากจะห่างหายไป...แต่วันนี้คุณปู่ ยังเคียงคู่ภรรยา นั่งดูกีฬาโปรดทางทีวี และจูงมือคุณย่าไหว้พระสวดมนต์ก่อนเข้านอนเป็นประจำทุกคืน



อากาศยามเช้าตรู่ของ อ.จอมบึง จ.ราชบุรี บริสุทธิ์เย็นสบายแบบที่ชาวกรุงไม่มีโอกาสสัมผัส..."ปู่เป็ง เพิงสา" กำลังวิ่งออกกำลังกายรอบสนามฟุตบอล รอบแล้วรอบเล่า เหมือนไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเป็นภาพที่หนุ่มละแวกนั้นมองด้วยความอิจฉาในความแข็งแรง
ตามบัตรประจำตัวผู้สูงอายุระบุว่า "ปู่เป็ง" เกิด พ.ศ.2458 บวกลบแล้วตามปีนี้ คุณปู่กำลังก้าวเข้าสู่วัย 87 ปี

"ตอนที่คุณพ่อลงแข่ง "มาราธอน" ครั้งแรก เมื่อปี 2542 พวกเราใจหายใจคว่ำ เห็นหน้าซีดอาการไม่ค่อยดี บอกให้หยุดวิ่งก็ไม่หยุด มีรถพยาบาลตามท่านจนถึงเส้นชัย " กันยารัตน์ ลูกสาวคนสุดท้อง กล่าวด้วยความห่วงใย

ขณะที่คุณปู่ของเรา บอกว่า "วันนั้นที่วิ่งไม่ออก ก็เพราะความหวังดีของลูก เห็นพ่อลงแข่งครั้งแรก ซื้อรองเท้าใหม่ยี่ห้อดังให้เป็นของขวัญ ก็เลยฉลองศรัทธาลูก แต่รองเท้าทำพิษ..

ปีต่อมาก็ลงแข่งมาราธอนอีก...คราวนี้สบายมาก 42 กิโลเมตร ใช้เวลาเพียง 4:41:51 ชั่วโมง" ปู่เป็งกล่าวพร้อมหันมองหน้าลูกสาว

"วิ่งมาราธอน ระยะทาง 42.195 กิโลเมตร ไม่ใช่ของเล่นใครที่คิดจะลงวิ่ง ต้องเตรียมตัวให้ดีทั้งร่างกายและจิตใจ ผมอายุ 40 ปี ยังไม่กล้าลงมาราธอน " สนอง ยอดครู สมาชิกชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพ สถาบันราชภัฏจอมบึง พูดถึงปู่เป็งด้วยความชื่นชม




"จอมบึงมาราธอน 2002 "

ปู่เป็ง เพิงสา ลงวิ่งมาราธอนระยะ 42.195 กม. ทำสถิติ 04:51:24 ชั่วโมง เข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 7 ในรุ่น 65 ปีขึ้นไปชาย

18/2/54

คาถา 3 บทในโอวาทปาฏิโมกข์


คาถา 3 บทในโอวาทปาฏิโมกข์
วันนี้เป็นวันดี วันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 เป็น "วันมาฆบูชา" วันที่ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดง "โอวาทปาฏิโมกข์" ต่อที่ประชุม พระสงฆ์สาวก 1,250 รูป ที่เดินทางมาร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมายกัน และพระสงฆ์ทั้งหมดเป็น "พระอรหันต์" ที่ได้รับการอุปสมบทจาก พระพุทธเจ้า โดยตรง

ในวันมหามงคลเช่นนี้ผมจึงขอนำพระคาถา โอวาทปาฏิโมกข์ ที่ พระพุทธเจ้า ทรงแสดงต่อ พระอรหันต์ 1,250 รูป มาเล่าสู่กันฟัง มีด้วยกัน 3 บท ดังนี้

คาถาบทที่ 1 ขันติ คือ ความอดกลั้น เป็นตบะอย่างยิ่ง พระพุทธเจ้าทั้งหลาย (พระพุทธเจ้ามีหลายองค์) กล่าวว่า นิพพานเป็นบรมธรรม, ผู้ทำร้ายคนอื่นไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต, ผู้เบียดเบียนคนอื่นไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ

ความหมายของคาถาบทแรกนี้ก็คือ

1.ความอดทนอดกลั้น เป็นสิ่งที่นักบวชในศาสนานี้พึงยึดถือ และเป็นสิ่งที่ต้องใช้เมื่อประสบกับสิ่งที่ไม่ชอบใจทุกอย่างที่ต้องเจอในชีวิตนักบวช เช่น ประสงค์ร้อนได้เย็น ประสงค์เย็นได้ร้อน

2.การมุ่งให้ถึงพระนิพพานเป็นเป้าหมาย มิใช่สิ่งอื่นนอกนิพพาน

3.พระภิกษุและบรรพชิตในพระธรรมวินัยนี้ ไม่พึงทำให้ผู้อื่นลำบาก ด้วยการทำความทุกข์กายหรือทุกข์ใจ ไม่ว่าในกรณีใดๆ

4.พระภิกษุตลอดจนบรรพชิตในพระธรรมวินัยนี้ ต้องขอแก่ทายกด้วยอาการที่ไม่เบียดเบียน คือ ไม่เอ่ยปากเซ้าซี้ขอ ไม่ใช้ปัจจัยสี่อย่างฟุ่มเฟือยจนเดือดร้อนทายก

คาถาบทที่ 2 การไม่ทำความชั่วทั้งปวง 1 การบำเพ็ญแต่ความดี 1 การทำจิตของตนให้ผ่องใส 1 นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

คาถาบทนี้ถือเป็น หัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา เลยทีเดียว เพื่อสอนให้พุทธศาสนิกชนได้เข้าถึงจุดมุ่งหมายของพระพุทธศาสนาที่แท้จริง เป็นการสรุปรวบยอดหลักธรรมที่พุทธบริษัทพึงปฏิบัติ อันได้แก่

1.การไม่ทำบาปทั้งปวง

2.การทำกุศลให้ถึงพร้อม

3.การทำจิตใจให้บริสุทธิ์

สรุปก็คือเรื่องของ ศีล สมาธิ และปัญญา นั่นเอง ใครที่ทำได้ครบถ้วนทั้ง 3 ข้อ อย่างสม่ำเสมอ ต้องถือเป็นเลิศคน และเป็นคนที่ดีเลิศจริงๆ

คาถาบทที่ 3 การไม่กล่าวร้าย 1 การไม่ทำร้าย 1 ความสำรวมในปาฏิโมกข์ 1 ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร 1 ที่นั่งนอนอันสงัด 1 ความเพียรในอธิจิต 1 นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

คาถาบทนี้เป็นการสอน พระธรรมทูต ผู้ทำหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนา ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อให้ใช้วิธีการที่เหมือนกัน ไปในแนวทางเดียวกัน และมีความถูกต้อง ดังนี้

1.การไม่กล่าวร้าย (เผยแผ่ศาสนาโดยไม่กล่าวร้ายโจมตีดูถูกความเชื่อผู้อื่น)

2.การไม่ทำร้าย (เผยแผ่ศาสนาด้วยการไม่ใช้กำลังบังคับข่มขู่ด้วยวิธีต่างๆ)

3.ความสำรวมในปาฏิโมกข์ (รักษาความประพฤติให้น่าเลื่อมใส)

4.ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร (เสพปัจจัยสี่อย่างรู้ประมาณพอเพียง)

5.ที่นั่งนอนอันสงัด (สันโดษไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ)

6.ความเพียรในอธิจิต (พัฒนาจิตใจเสมอ มิใช่ว่าเอาแต่สอน แต่ตนเองไม่ทำตามที่สอน)

พระคาถาทั้ง 3 บทใน โอวาทปาฏิโมกข์ นี้ แม้ พระพุทธเจ้า จะทรงเทศนาแก่ พระอรหันต์ 1,250 รูป ที่มาประชุม แต่เนื้อหาที่ผมนำมาเล่าทั้งหมดนี้ส่วนใหญ่ชาวพุทธก็สามารถปฏิบัติได้ โดยเฉพาะคนที่เป็น "ผู้นำ" ไม่ว่าจะเป็น "ผู้นำองค์กร" หรือ "ผู้นำประเทศ" ถ้านำไปปฏิบัติ ผมเชื่อว่าจะทำให้บ้านเมืองดีขึ้นโดยอัตโนมัติ เมื่อทุกคนคิดดีทำดี บ้านเมืองก็ต้องดีตามแน่นอน.




"ลม เปลี่ยนทิศ"

17/2/54

อำนาจของเสียงหัวเราะ


อำนาจของเสียงหัวเราะ

คนไข้รายหนึ่งป่วยด้วยโรคร้ายขั้นสุดท้าย หมอบอกว่าเขาจะมีชีวิตอยู่อีกไม่กี่เดือน เขาคิดว่า ไหนๆ ก็ไม่รอดแล้ว ก็น่าจะทดลองอะไรสักครั้งก่อนตาย เขาเช่าหนังตลกมาดูอย่างต่อเนื่องวันละหลายเรื่อง ไม่นานอาการป่วยไข้ก็หายไปอย่างไม่น่าเชื่อ

ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งซึ่งเคยผ่านความตกต่ำทางสุขภาพมาแทบเอาชีวิตไม่รอดบอกผมว่า หัวเราะหนึ่งครั้งต่ออายุได้เจ็ดวัน ชีวิตมนุษย์นั้น จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว นั่นคือกินอาหารครบห้าหมู่ก็ยังไม่สำคัญเท่าจิตใจดี

ท่านยกตัวอย่างพระที่อาศัยตามป่าตามเขาล้วนมีอายุยืนทั้งนั้น หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต อายุ 80 หลวงปู่ดูลย์ อตุโล อายุ 96 หลวงปู่แหวน สุจิณโณ อายุ 98 ฯลฯ ล้วนเป็นพระป่าซึ่งฉันอาหารตามที่มี ไม่มีก็ไม่ฉัน ไม่จุกจิกวุ่นวาย

เมื่อดูประวัติของมนุษย์อายุยืนทั้งหลายก็พบว่ามีความเหมือนกันจุดหนึ่งคือนอกจากการใช้ชีวิตเรียบง่าย กินง่ายแล้ว ก็คือมีอารมณ์ดี หัวเราะง่าย พูดสั้นๆ คือ ไม่แบกโลกเอาไว้

ว่าก็ว่าเถอะ นี่เป็นเรื่องที่เราส่วนใหญ่รู้อยู่แล้ว แต่ปฏิบัติไม่ค่อยได้ เพราะการมีอารมณ์ดี หัวเราะง่ายในยุคสมัยแห่งความเครียดไม่ใช่เรื่องง่าย

แต่เรามีทางเลือกหรือ? หากปล่อยให้ความเครียดกัดกินชีวิตไปเรื่อยๆ ต่อให้มีสุขภาพดียิ่ง วันหนึ่งก็อาจตื่นขึ้นมาพบว่าตนเองเป็นโรคร้ายอันสืบเนื่องมาจากการสะสมความเครียดจนล้นปรี่



วันหนึ่งในห้วงยามที่ผมกำลังเครียด ตะกอนอารมณ์ฟุ้งกระจาย หลานสาวตัวน้อยมาเยือนพร้อมรอยยิ้มสดใสและเสียงหัวเราะดังร่าเริง ไม่ว่าเธอหัวเราะเพราะขำอะไรมา แต่มันเป็นเสียงหัวเราะที่ไม่ใส่สีสังเคราะห์ ไม่เจือสารปรุงแต่งใดๆ เป็นการหัวเราะที่แม้แต่คนที่เศร้าที่สุดในโลกก็ต้องยิ้ม

ทันใดนั้นผมก็รู้สึกว่า เราทั้งหลายดูจะสูญเสียความสามารถที่จะหัวเราะไปนานแล้ว บางคนนานๆ ครั้งหัวเราะทีหนึ่ง บางคนก็ไม่หัวเราะเลย

มองเด็กหัวเราะแล้ว ก็นึกได้ว่า ชีวิตคนเราไม่มีสาระอะไรนักหนา แบกโลกไว้ก็เท่านั้น ถึงคุณตายไปในวันนี้ โลกก็ไม่แตกสลาย

บางครั้งบางช่วง เราก็ต้องการให้ใครสักคนมาเคาะหัวเราให้รู้สึกตัว และการเคาะหัวที่ดีที่สุดก็คือเสียงหัวเราะนี่เอง

ขอให้ผู้อ่านทุกท่านจงสามารถหัวเราะเสียงดังได้ตลอดปีใหม่นี้นะครับ!

(ขอขอบคุณทุกท่านที่อวยพรปีใหม่ทั้งในเว็บและทางไปรษณีย์มากๆ ครับ)


วินทร์ เลียววาริณ
1 มกราคม 2554


คมคำคนคม

The most wasted of all days is one without laughter.

วันที่เสียเปล่าที่สุดคือวันที่ปราศจากการหัวเราะ

E. E. Cummings

(1894 - 1962)



Laughter is the closest distance between two people.

การหัวเราะเป็นระยะห่างที่ใกล้ที่สุดของคนสองคน

Victor Borge (1909 - 2000)

15/2/54

เรื่อง นกแก้ว‏


ชายคนหนึ่งไปซื้อนกแก้วที่ร้านขายสัตว์เลี้ยง
เห็นนกแก้วตัวหนึ่งกำลังนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์และเคาะแป้นคีย์บอร์ดอยู่จึงเกิดสนใจถามคนขายว่านกแก้ว
ตัวนั้นราคาเท่าไหร่
ชายคนนั้น : ลุงๆไอ้ตัวนั้นราคาเท่าไหร่
คนขาย : 15 , 000 บาท
ชายคนนั้น : แล้วมันทำไรได้บ้างล่ะ
คนขาย : ก็ไม่เท่าไหร่! แค่ใช้ window,mac,unix แล้วก็พวกซอฟแวร์ office ต่างๆ
ชายคนนั้น : แล้ว ไอ้ตัวข้างๆมันล่ะ
คนขาย : 25 , 000 บาท
ชายคนนั้น : โอ้โห! อย่างนี้มันคงเขียนโปรแกรมได้ด้วยมั้ง ( หัวเราะ)
คนขาย : ก็ใช่ แถมมันยังดูแล server แล้วก็เขียนโปรแกรมจัดการกับ Database ของร้านได้ด้วยนะ
ชายคนนั้น : แล้วไอ้ตัวนั้นล่ะ ตัวที่มันนั่งเฉยๆอยู่ข้างหลังน่ะ
(ชี้ไปที่นกอีกตัว) มันทำอะไรได้บ้างล่ะ
คนขาย : ไอ้ตัวนั้นอ่ะนะ วันๆผมไม่เห็น มันทำอะไรเลย นอกจากแหกปากด่าไอ้สองตัวที่นั่งอยู่หน้าคอมอยู่นั่นแหละ ผมโคตรรำคาญมันเลยคุณ
ชายคนนั้น : แล้วมันราคาเท่าไหร่ล่ะ
คนขาย : 100,000 บาท
ชายคนนั้น : เฮ้ย ทำไมล่ะ

คนขาย : ผมก็ไม่รู้ แต่เห็นไอ้ 2 ตัวนั้น เรียกมันว่า หัวหน้า !!!

14/2/54

ขอเชิญทำบุญร่วมกัน‏

ชมรมศิษย์เก่า พ.พ. 14-16 ขอเชิญเพื่อน ๆ เดินทางไปทอดผ้าป่าร่วมกัน
ที่วัดถ้ำสันติธรรม อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ใกล้ ๆ รีสอร์ทคุณวุฒิศักดิ์ วานิชน์กุล(แม้ว)
ระหว่างวันที่ 26-27 กุมภาพันธ์ พักค้างคืนที่รีสอร์ท 1 คืน สำหรับเพื่อน ๆ ที่มาจากกรุงเทพ
บางส่วนจะมีการเล่นกอล์ฟ ในตอนเที่ยงของวันที่ 26 ก.พ.ที่ อ.ปากช่อง

เพื่อนในเขตกรุงเทพประสานงานที่คุณโจ้ 081-8184986 เพื่อนเขตจังหวัดพิษณุโลกและใกล้เคียง แจ้งที่ เม้ง 086-2099599 หรือ มนตรี 081-9626506

ปิดยอดการแจ้งความประสงค์ ในวันพุธ 23 กุมภาพันธ์ 2554
จาก
มนตรี


รายชื่อเพื่อนที่แจ้งจะไปทอดผ้าป่า 26-27 ก.พ.(พิษณุโลก)


· เม้ง และภรรยา

· จ.ส.อ.อุดร และภรรยา

· สมนึก และเพื่อน 2 คน

· สุชาติ และภรรยา

· พ.ต.อ.พิษณุ และภรรยา

· มนตรี

· ประโยชน์ และสามี

· พีระพล และภรรยา

· คำแสน และภรรยา



รวมแล้ว ถึง 19 ก.พ. 54 จำนวน 18 ท่าน

รายงานความคืนหน้า...เพื่อนป่วย 2 ท่าน‏



ขอรายงานความคืนหน้าของเพื่อนร่วมรุ่นที่เจ็บป่วย อยู่ 2 ท่านดังนี้.-

คุณสันติวาส แสนคำ(เป้า) ปัจจุบันนอนพักรักษาตัว ที่โรงพยาบาลพุทธชินราช
อาคารอายุกรรม ชั้น 5 อายุรกรรมชาย 1 เตียงที่ 19 วันที่ไปเยี่ยมภรรยากำลังดำเนินการ
จองห้องพิเศษอยู่ ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนจะไปเยี่ยม โทรสอบถามล่วงหน้ากับ คุณเป้า หรือภรรยา
ก่อนก็จะดีมาก เบอร์ 089-8131236 , 086-8865360 หรือถามถามประชามสัมพันธ์ก็ได้

อีกหนึ่งท่าน คุณมนัส อินศรีชื่น นอนพักเพื่อทำกายภาพบำบัด พักรักษาตัวที่โรงพยาบาลพุทธชินราชเช่นกัน
อาคารหลวงพ่อพระพุทชินราช (ใกล้ ๆ กับอาคารจอดรถยนต์) ชั้น 2 ห้องหมาลข 16 เบอร์โทรภรรยา
คุณมนัส 081-6885817 อาการโดยทั่วไป พูดคุยได้ตามปกติ เพี่ยงแต่ต้องทำกายภาพบำบัดที่ขา

ได้แนบรูปถ่าย เพื่อนทั้ง 2 ท่านมาให้ชมด้วยแล้ว สำหรับคุณเป้ายังยิ้มแย้มแจ่มใสดี บอกว่า
ที่ผ่านมารักษาตัวที่ กรุงเทพ ทำให้เพื่อน ๆ ลำบากในการไปเยี่ยม เลยมารักษาตัวที่พิษณุโลก เพื่อน ๆ
จะได้ไปเยี่ยมได้สะดวกขึ้น ส่วนคุณมนัส ช่วงนี้ต้องนอนพักผ่อนอย่างเดียวผมไปเยี่ยม หลายครั้ง
ก็เห็นส่วนใหญ่นอนหลับพักผ่อน เป้นการพักผ่อนสมองไปในตัว เพราะที่ผ่านมาใช้สมองคิดตลอดเพื่อนๆ
คนไหนว่างก็ไปเยี่ยมนะครับ ให้กำลังใจเพื่อนหน่อย ไว้เผื่อตัวเองบ้าง เพื่อน ๆ จะได้ไปเยี่ยมเช่นกัน( ฮิ ฮิ ฮิ)
จาก
มนตรี
สำหรับคุณอำนาจ ที่ส่งเมล์มาให้กำลังใจเป้าจาก usa ผมได้แจ้งให้ทราบแล้ว

11/2/54

สิ่งดีๆ สำหรับเช้าวันนี้‏



จอร์จ คอลลิน เขียน ณ วันที่ 11กันยายน (ตึกเวิรด์เทรดถล่มและ ภรรยาเขาตาย)
แปลกไหมที่ จอร์จ คอลลิน ซึ่งโด่งดังในฐานะดาราตลกจะสามารถเขียน
อะไรบางอย่างที่ซาบซึ้ง และเหมาะสมกับวันนั้น
.....นี่คือข้อความที่วิเศษ โดย จอร์จ คอลลิน.....

นี่เป็นความขัดแย้งอัน ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของเรา
เรามีตึกที่สูงเสียดฟ้าแต่อารมณ์ที่ฉุนเฉียวง่าย มีถนนที่กว้างใหญ่ แต่ความคิดที่สั้นแคบ
เราใช้จ่ายมาก แต่มีสมบัติน้อยลง เราซื้อมากแต่มีความสุขน้อยลง
เรามีบ้านใหญ่ขึ้น แต่มีครอบครัวที่เล็กลง
มีความสะดวกสบายมากขึ้น แต่มีเวลาน้อยลง
เรามีการศึกษาสูงขึ้นแต่มีความสำนึกที่น้อยลง
มีความรู้มากขึ้น แต่มีเหตุผลน้อยลง
มีผู้เชี่ยวชาญมากขึ้น และก้อมีปํญหาที่ตามมามากขึ้นยิ่งกว่า
มียารักษาโรคมากขึ้น แต่ร่างกายเราก้อปราศจากโรคน้อยลง

เราดื่มเหล้ามาก สูบบุหรี่มาก ใช้จ่ายอย่างไม่ระมัดระวัง และ หัวเราะน้อยมาก
ขับรถเร็วเกินไป โกรธง่าย นอนดึก และ ตื่นเช้าด้วยความอ่อนเพลียทุกวัน
อ่านหนังสือน้อย ดูทีวีมาก และ สวดมนต์ภาวนา น้อยมาก
เราได้เป็นเจ้าของสิ่งของมากมาย แต่ก้อต้องสูญเสียคุณค่าของชีวิต
เราพูดมาก รักน้อยลง และเกลียดคนโน้นคนนี้บ่อยบ่อย


เราเรียนรู้ที่จะดิ้นรน เพื่อมีชีวิตอยู่แต่ไม่ได้เรียนรู้ชีวิตเลย
เราเพิ่มเวลาเข้าไปในชีวิต แทนที่จะเพิ่มชีวิตเข้าไปในเวลาที่เหลืออยู่
เราสามารถไปถึงดวงจันทร์และกลับมาโดยไม่มีอุปสรรค
แต่มีอุปสรรคมากมายที่ขวางเราไว้จากการเดินข้ามถนนไปคุยกับเพื่อนบ้านที่ย้ายเข้ามาใหม่ฝั่งตรงข้าม
เราพิชิตอวกาศ แต่ไม่สามารถพิชิตสิ่งที่อยู่ในใจเรา
เราสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่ไม่ใช่สิ่งที่ดีกว่า

เราได้พยายามทำความสะอาดสิ่งแวดล้อมรอบรอบตัวเราในขณะที่เราทำให้จิตใจเราสกปรกขึ้น
เราสามารถค้นพบสิ่งมองไม่เห็นเช่น อะตอม แต่ไม่สามารถค้นพบความอคติและความลำเอียงในใจเรา
เราเขียนมากขึ้น แต่เรียนรู้น้อยลง
เราวางแผนมากขึ้น แต่ประสบความสำเร็จน้อยลง
เราถูกสอนให้เร่งรีบขึ้น แทนที่จะถูกสอนให้รอคอย
เราสร้างคอมพิวเตอร์ขี้นมากมายพื่อบันทึกข้อมูล และเก็บสำเนาข้อมูลไว้เพื่ออ่าน
แต่เราพูดคุยติดต่อสื่อสารระหว่างกันน้อยลงเรื่อยเรื่อย

นี่เป็นเวลาของการกินอาหารจานด่วน และ ระบบย่อยอาหารที่ต้องทำงานช้าลงเพราะอาหารจานด่วนนั้น
นี่เป็นเวลาของผู้ยิ่งใหญ่และคนที่ไม่มีความหมายอะไรเลยบนโลก
นี่เป็นเวลาของการทำการค้าแบบเน้นทำกำไรสูงแต่ ความสัมพันธ์ทางการค้าที่มีต่อกันนั้นตื้นเขิน
นี่เป็นเวลาของการทำงานหลายอาชีพเพื่อเงินมากขึ้น และก้อการหย่าร้างที่มากขึ้นตามไปด้วย
นี่เป็นเวลาของการมีบ้านที่สวยงาม แต่มีครอบครัวที่แตกสลาย
นี่เป็นเวลาของการเดินทางแบบรวดเร็ว กระดาษชำระแบบใช้แล้วทิ้ง ไม่มีศีลธรรม ความสัมพันธ์แบบชั่วค่ำคืน
คนที่มีน้ำหนักเกิน ยาที่สามารถให้คุณทุกอย่าง ตั้งแต่เสียงหัวเราะ ความเงียบ หรือ แม้แต่ความตาย
นี่เป็นเวลาที่คนจะโชว์สมบัติมากมายเพื่อแสดงออกทั้งทั้งที่ไม่มีสมบัติอะไรหลงเหลือเก็บไว้เลย
เวลาที่เทคโนโลยี่สามารถทำให้คุณได้เห็นจดหมายฉบับนี้
และเวลาที่คุณสามารถที่จะอ่านและแบ่งปันความรู้สึกนี้ให้กับเพื่อนคนอื่น หรือ ลบทิ้งไป

จงจำไว้ว่า คุณควรใช้เวลาอยู่กับคนที่คุณรักให้มากมาก เพราะเวลาเหล่านี้ไม่ได้คงอยู่ชั่วนิรันดร์
จงจำไว้ว่า คุณควรพูดจาอ่อนโยนให้กับลูกลูกที่หวาดกลัวคุณ ก่อนที่วันหนึ่งเขาเหล่านั้นจะโตขึ้นและจากคุณไป
จงจำไว้ว่า คุณควรกอดคนที่คุณรักด้วยความอบอุ่นบ่อยบ่อยเพราะนี่คือสิ่งที่คุณทุกคน สามารถให้กับคนที่คุณรักได้ด้วยใจ
และไม่ได้ทำให้คุณเสีย เงินแม้บาทเดียว

อย่าลืมที่จะพูด?ผมรักคุณ? ให้แฟนของคุณหรือคนที่คุณรัก
และสิ่งมากไปกว่านั้น คือ แสดงให้เขาเห็นตามคำที่คุณพูด
การกอดจูบและแสดงความ รักจะช่วยประสานความรู้สึกที่เจ็บปวดในใจของคนที่คุณรัก
เมื่อการกระทำนั้นมาจากก้นบึงของหัวใจคุณ
อย่าลืมที่จะกุมมือ และถนุถนอมความรู้สึกที่ดีดีและแสดงให้เขาเห็นว่าคุณมีความสุขกับเขาในเวลาที่คุณมีความสุข
เพราะคนคนนั้นและเวลาเหล่านั้นจะไม่ย้อนกลับมาอีก
ให้เวลากับความรักให้เวลาที่จะพูดที่จะแสดง และให้เวลาที่จะแบ่งปันความรู้สึกดีดีในใจของคุณกับคนที่คุณรัก

ชีวิตไม่ได้ถูกวัด ด้วยจำนวนครั้งของลมที่เราหายใจ
แต่ถูกวัดด้วย จำนวนครั้งที่เราลืมหายใจเพราะความดีใจต่างหาก

Knita Yeo (knitayeo@hotmail.com)

10/2/54

เรื่องของสามี ภรรยาคู่หนึ่ง‏


สามีเป็นคนไม่ดีมีเมียน้อย และอยากหย่ากับภรรยา
แต่ว่าภรรยาเป็นภรรยาที่แสนดี
ไม่เคยปฏิบัติตนบกพร่องจากการเป็นภรรยา
ที่ดีเลยสักครั้งเดียว
ฝ่ายสามีอยากฟ้องหย่ามากแต่ไม่ร ู้จะฟ้องเรื่องอะไรดี
สุดท้ายแล้วสามีก็หาเรื่องฟ้องจนได้
โดยฟ้องว่าภรรยามี จิ๋มเป็น สีเขียว ดำ
แล้วสามีไม่ชอบก็เลยจะฟ้องหย่า
เรื่องไปถึงต้องขึ้นศาล
ทนายของฝ่ายภรรยาก็บอกว่าจะขอไปหา
พยานหลักฐานก่อนเพื่อที่จะสู้คดี
ในวันรุ่งขึ้น
ทนายของฝ่ายภรรยาก็กลับไปคิดที่บ้าน
แต่คิดยังไงก็คิดไม่ออกจนเหลือบไปเห ็นไข่ฟ องหนึ่ง
ทนายคนนั้นก็คิดออกและนำไข่ฟองนั้นไป
ขึ้นศาลด้วยในวันรุ่งขึ้น
เมื่อผู้พิพากษาเปิดศาลและให้ทนายฝ่าย
ภรรยาออกมาว่าความ
ทนายคนนั้นก็ขว้างไข่ใบนั้นใส่เบ้าตา
ของผู้พิพากษาไปเต็มๆ
จนตาของผู้พิพากษาบวมเขียวช้ำ
ผู้พิพากษาโกรธและตะโกนถามออกไปว่า


ผู้พิพากษา : ทำไมเจ้าขว้างไข่มาใส่ตาของข้า



ทนาย : ท่านผู้พิพากษาคิดดูละกันว่า
นี่ขนาดตาของท่านโดนไข่กระแทกแค่ใบ
เดียวภายในไม่กี่นาที
ตาของท่านยังเขียวช้ำขนาดนี้ แล้ว จิ๋ม
ของของฝ่ายภรรยาล่ะ โดนไข่กระแทกตั้งสอง
ใบในระยะเวลา 10 ปีจะไม่ให้มันเขียวดำได้อย่างไรครับท่าน
ผู้พิพากษา : ยกฟ้อง

จักรพงษ์ วีระมาชาteana2007@hotmail.com

คุณสันติวาส แสนคำ(เป้า)




คุณสันติวาส แสนคำ(เป้า) ปัจจุบันป่วยไม่ค่อยมีแรง ปัจจุบันพักรักษาตัวที่บ้านพักครู ของวิทยาลัยเทคนิคพิจิตร และภรรยา(คุณมด)พามารักษาตัวที่โรงพยาบาลพระมงกฏเป็นระยะๆ เพื่อนๆ ขอเป้นกำลังใจช่วยขอให้เพื่อนเป้าหายไว ๆ นะครับ เพื่อนคนไหนจะโทรให้กำลังใจ หรือสอบถามสามารถโทรได้ที่ภรรยา(คุณมด) 086-8865360 หรือจะโทรคุณกับเป้าโดยตรง 089-8131236
ตามรูปที่ไปเยี่ยมเพื่อน เมื่อ 9 ก.พ.มีคุณสมนึก,คุณสมเกียรติ,พ.ต.อ.พิษณุ และผม

9/2/54

ขอเชิญทำบุญทอดผ้าป่า วันที่ 26-27 ก.พ.54

ข่าวประชาสัมพันธ์ มีกิจกรรมทำญร่วมกัน และขอเชิญชวนเพื่อน ๆ ชมรม ในวันเสาร์ที่ 26-วันอาทิตย์ที่ 27 ก.พ.54
1.ขอเชิญเพื่อน ๆ ร่วมทำบุญทอดผ้าป่าร่วมกัน ในวันอาทิตย์ที่ 27 ก.พ.ที่วัดถ้ำสันติธรรม อ.ปากช่อง เพื่อเป็นทุนในการสร้างพระประธานประจำวัด โดยมีคุณวุฒิศักดิ์ วานิชกุล(แม้ว) เป็นประธาน
2.คุณวัชระ ภุมรินทร์ (โจ)ขอเชิญเพื่อนๆ ที่ได้เดินทางไปทอดผ้าป่า ที่เล่นกอล์ฟ จึงขอเชิญเล่นกอล์ฟร่วมกันวันวันเสาร์ที่ 26 ก.พ.ที่สนามกอล์ฟแถวๆ อ.ปากช่อง ในตอนเที่ยง เล่นเสร็จแล้วเข้าพักค้างคืนที่รีสอร์ทของคุณแม้ว และตอนเช้าก็ได้ไปทอดผ้าป่าร่วมกันกับคณะของเพื่อนๆ
สำหรับการประสานงาน เพื่อนในกรุงเทพประสานงานแจ้งความประสงค์ได้ที่คุณวัชระ (โจ) โทร.081-8184986 และเพื่อน จังหวัดพิษณุโลก และใกล้เคียง แจ้งความประสงค์ได้ที่คุณอนันต์(เม้ง) 086-2099599 หรือคุณมนตรี 081-9626506

8/2/54

พ่อครับ...ขอยืมตังค์ 200‏

เสร็จจากงาน ถึงบ้าน
เกือบสามทุ่มเข้าไปแล้ว เขาเดินเข้าบ้าน
ที่ดูเงียบเหงา เนื่องจาก ภรรยาเสียชีวิตไปเมื่อปีกลาย

ทิ้งลูกชายคนเดียวไว้ กับเขาให้หา เลี้ยงลูกตามลำพัง
ดีว่าเจ้าหนูน้อยพอจะช่วยตัวเองได้บ้าง
อาหารก็กิน อาหารปิ่นโต ที่ผูกประจำ หากินเองได้
ทำให้ ไม่เป็นภาระมากมาย นัก

เข้ามาในบ้าน เหงื่ออาบแก้มยังไม่ทันได้พัก ผู้เป็นพ่อ
เห็นหน้าลูกชายวัยซน ที่รอรับเอ่ยปาก ทัก

" พ่อครับวันนี้ทำงานเหนื่อยมั้ยครับ "

" เหนื่อยสิ ลูกแล้ววันนี้ทำการบ้านเสร็จ แล้วเหรอ "
ผู้เป็นพ่อตอบเนือยๆ พร้อมกับ ถาม ต่อ ด้วยความเคยชิน

" เสร็จหมดแล้วครับ คือ ผม มีเรื่องบางอย่างอยากจะถามพ่อน่ะ พ่อว่างหรือยังครับ "
ลูกชายตัวน้อย ถาม ต่อ

''เดี๋ยวพ่อจะไปอาบน้ำ หาข้าวกินข้าวซัก หน่อย
แล้วคงจะเข้านอนวันนี้เหนื่อย เหลือเกิว่าแต่แก จะถามอะไรพ่อเหรอ "

ผู้เป็นพ่อ ถามด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า

" คือผมอยากรู้ ว่า พ่อทำงานได้ ค่าจ้างวันละเท่าไรครับ "

ลูกชาย ถามด้วยน้ำ เสียงใสซื่อ

เค้าหันมามองหน้าลูกชาย พร้อมกับ ขมวดคิ้วด้วย ความสงสัย
แล้วผู้เป็นพ่อ แต่ก็ตอบไปว่า

" วัน ล่ะ สี่ร้อย "

" งั้นผม ขอยืม ตังค์ พ่อ ซักสองร้อยได้ มั้ยครับ "

ลูกชายตัวน้อยเอ่ยปากด้วยสายตาวิงวอน

" หา แกว่าไง นะ "

ผู้เป็น พ่อ ขึ้นเสียงด้วยอารมณ์ฃ

ก่อนที่จะ หันมา พูดกับ ลูกชายด้วยเสียงเข้มขึ้น กว่าเดิม

" นี่ฟังนะ แกคิดว่า เงินทอง หาได้ง่ายๆ เหรอ กว่าพ่อจะได้เงิน สี่ร้อย บาท
ต้องทำงานเหนื่อยตั้งแต่เช้ายันค่ำแต่พอกลับมาถึงบ้า นเจอแกรอขอยืมเงิน
พ่อง่ายๆแบบนี้นี่นะแกลองไปคิดดูให้ดี สิว่าแกทำประโยชน์อะไรให้พ่อบ้าง
พ่อถึงจะต้องให้ เงินสองร้อยนี่ให้แก ยืม "

เด็กชายยืนนิ่ง มองหน้าพ่อ ไม่มีเสียงหลุดออก จาก ปาก
แต่น้ำตาไหลซึม ลงอาบร่องแก้มทั้ง สองข้าง
ก่อนที่จะหัน หลังเดินกลับห้อง ตัวเอง อย่างซึมเซา

หลังจากอาบน้ำเสร็จ แวะเข้าครัว หาข้าวปลากินเรียบร้อย
เขาหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ เดินไป ที่ ระเบียง ความรู้สึกเคร่งเครียดที่ได้ รับ
มาจากงานนอกบ้าน เริ่มผ่อนคลาย คิดไป ถึงอดีตที่ผ่านและงานที่ทำมาทั้งวัน
แล้วก็ ย้อน กลับคิดไปถึงลูกชายตัวน้อยลูกเป็นเด็กดี
ไม่เคยเกเร ไม่ เคยเอ่ยปากขอเงิน เพิ่มนอกจากเงินค่าขนม ที่เขาให้
ประจำวันเท่านั้น แต่วันนี้ทำไม ถึงเอ่ยปากยืมเงินเมื่อสักครู่
เขา เหนื่อยเกินไป หรือเครียดเกินไปหรือป่าว

ถึงได้ใช้อารมณ์กับ ลูกไปอย่างนั้น เมื่อได้คิด เขาดับ บุหรี่
แล้วเดินไปที่ห้องลูกชายไฟในห้องนอนดับแล้ว
เมื่อเปิดประตูเข้าไปเอื้อม มือเปิดไฟในห้อง หนูน้อยนอนตะแคง
หน้าตายังคงลืมจ้องมองมาที่ประตูแก้มที่แนบกับหมอน ชุ่มด้วย น้ำตา
พร้อมเสียงสะอื้นเบาๆอยู่คน เดียว

เขาเดิน ไปนั่งที่ขอบเตียงมือลูบผม ลูกชายเบาๆ พร้อมกับ
เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเครือ จุกคอ

" พ่อขอโทษนะลูก เมื่อกี้ พ่อเหนื่อยมามากเลยใช้อารมณ์ กับลูกมากไปหน่อย
จริงๆตะกี้พ่อไม่ได้ถามลูกด้วยซ้ำว่า ลูกอยากยืม เงินพ่อไปทำไมลูกอาจจะมี
เหตุจำเป็นที่จะ ต้องใช้เงินก็ได้ เงินแม้ว่าจะหาได้ลำบาก
ไม่ได้ได้มา ง่ายๆ แต่ถ้าลูกมีเหตุผลเพียงพอ พ่ออาจจะให้ยืม ก้อ ได้ เพราะว่า ลูก
น่ะสำคัญสำหรับพ่อเหนือ สิ่งอื่นใด และพ่อรักลูกจ้ะ "

" ว่าแต่ ไหน ลูกลองบอกพ่อสิว่า ลูกอยากยืม เงินสองร้อยไปทำ อะไร "

ผู้เป็นพ่อถามลูกชายที่มอง
หน้าพ่อนิ่ง ด้วยน้ำเสียงปราณี เต็มเปี่ยมด้วยความ รัก

ลูกชายตัวน้อย ส่งเสียงสะอื้นจากลำคอ

" พ่อครับ ตั้งแต่แม่ ตาย ผมเห็นพ่อต้องทำงาน
หนักเพื่อหาเงินทุกวัน จนไม่ได้พัก ไม่ได้อยู่กับผม เลย เราแทบ
ไม่มีเวลาได้อยู่ด้วย กัน
ผมเลย ค่อยๆเก็บค่าขนมของผมไว้ ตลอดมาจนถึงตอน
นี้ผมเก็บได้สองร้อยบาทแล้ว แต่พอผมรู้จากพ่อ ว่า
พ่อทำงานได้ ค่าจ้างวันล่ะสี่ร้อยผม จึงอยากยืมพ่อเพิ่มอีกสองร้อย
ให้เป็นสี่ร้อยเพื่อจะได้ใช้เป็นค่าจ้างให้พ่อได้พัก
ได้อยู่กับผม ซักวันนึง ครับ "

เงินทอง อาจจะจำ เป็น ต่อการดำรงชีวิต
แต่ ครอบครัว ยังคงต้องการ ความรัก ความ อบอุ่น และ
เวลาที่มีให้ แก่กัน

>" อย่าห่วงงานจนลืม ครอบ ครัว และ คนที่คุณ รัก ''
จาก
teana veeramacha (teana2007@hotmail.com)

7/2/54

กิจกรรมต่าง ๆ ในรอบปี 2553














-งานสงกรานต์ประจำปี
-การประชุมเป็นระยะ ๆ
-ไปที่ยวพักผ่อนรีสอร์ท dragon hill อ.ปากช่อง
-ทอดผ้าป่าที่ จ.มุกดาหาร
-ไปเที่ยวที่สวนป่าแม่แจ่ม จ.เชียงใหม่
-จัดงานราตรีสองแคว