โครงการหลวง ป่าสนวัดจันทร์

โครงการหลวง ป่าสนวัดจันทร์
โครงการหลวงป่าสนวัดจันทร์

30/7/54

เชิญร่วมงานฉลองพระประธานวัดถ้ำฯ อ.ปากช่อง




เรียน เพื่อน ๆ
คุณวุฒิศํกดิ์ วานิชย์กุล(แม้ว) ได้ฝากให้ประชาสัมพันธ์ว่า จากการที่พวกเราได้เคยไป
ทำบุญทอดผ้าป่าที่วัดถ้าฯ อ.ปากช่อง ใกล้ ๆ รีสอร์ทของแม้ว ช่วงต้นเดือน เมษายน 2554 ที่ผ่านมา
และทางวัดจะมีพิธีฉลองพระประธาน ในวันที่ 12-14 สิงหาคม 2554 นี้ ซึ่งเป็นวัดหยุดติดต่อกันหลายวันด้วย
เพื่อนคนไหนสนใจจะไปร่วมทำบุญ และไปร่วมงานขอเชิญ ติดต่อประสานงานได้ที่
คุณผุสดี หิรัญไพบูลย์(ตุ้มเป็ด) หมายเลขโทรศัพท์ 081-9148989 ได้ตลอด 24 ชม.ไม่มีวัดหยุดราชการ

24/7/54

แนะนำเพื่อน‏


ถึง เพื่อน ๆ
ใน1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อนบางคนอาจะได้จะได้จดหมาย
ems ซองสีแดง มีการ์ดแต่งงาน แล้วอ่านชื่อ นามสกุลแล้วงง ๆ มันส่งผิดหรือเปล่าว่ะเนี่ย !
ชื่อเพื่อนหรือเปล่าเป็นต้น ? เป็นคำถามมากมายเลยขอชี้แจงแถลงไขให้ทราบ

เพื่อนตามรูป ตอนเรียนหนังสือชื่อ คุณเกรียงศักดิ์ เพชรอำไพ
ต่อมาเพื่อเป็นศิริมงคลของครอบครัว เลยเปลี่ยนนามสกุล เป็น โชควรพัชร์
ต่อมาอีกเพื่อเป็นศิริมงคลกับตัวเองจะได้เป็นนายอำเภอไว ๆ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น พลัฎฐ์

ดังนั้น คุณเกรียงศักดิ์ เพชรอำไพเดิม ได้เปลี่ยนเป็น นายพลัฎฐ์ โชควรพัชร์

หรือท่านปลัดเกรียงนั้นเอง ขอเข้าใจตามนี้นะครับ
มนตรี

ปล. ปีหน้าถ้าเพื่อนได้เป็นนายอำเภอ ไปถามหาท่านเกรียงศักดิ์ ระวังลูกน้องท่านจะงง ๆ นะครับ
และถ้าว่าง ผมจะแนะนำเพื่อนที่เปลี่ยนชื่อ หรือเป็นนามสกุลทั้งหมดให้ทราบต่อไป

20/7/54

ขอเชิญประชุมประจำเดือน

เรียนเพื่อน ๆ ชมรมศิษย์เก่า พ.พ.14-16
ขอเชิญประชุมประจำเดือน ในวันเสาร์ที่ 23 ก.ค.2554
เวลา 19.00 น. ที่โรงเรียนกวดวิชาสุดประเสริฐ
จึงขอเชิญประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน

30/6/54

เพื่อน


* คน ที่เป็น เพื่อน **



ไม่จำเป็นต้องจบการศึกษา



ระดับเดียวกัน

ไม่จำเป็นต้องมีฐานะ

เท่าเทียมกัน

ไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งหน้าที่

การงานเท่าเทียมกัน

เพื่อนดีๆคือเพื่อนอย่างไร???

คอยเตือน ยามเพื่อนพลั้ง

คอยฟัง ยามเพื่อนขอ

คอยรอ ยามเพื่อนสาย

คอยพาย ยามเพื่อนพัก

คอยทัก ยามเพื่อนทุกข์

คอยปลุก ยามเพื่อนท้อ

คอยง้อ ยามเพื่อนงอน

คอยสอน ยามเพื่อนผิด

คอยสะกิด ยามเพื่อนเผลอ

คอยเจอ ยามเพื่อนหา

คอยลา ยามเพื่อนกลับ

คอยปรับ ยามเพื่อนเปลี่ยน

คอยเรียน ยามเพื่อนเที่ยว

คอยเคี่ยว ยามเพื่อนเล่น

คอยเย็น ยามเพื่อนร้อน

คอยหอน ยามเพื่อนเห่า

คอยเฝ้า ยามเพื่อนฟุบ

คอยอุบ ยามเพื่อนปิด

คอยคิด ยามเพื่อนถาม

คอยปราม ยามเพื่อนหลง

คอยปลง ยามเพื่อนแกล้ง

คอยแบ่ง ยามเพื่อนหมด

คอย-อด ยามเพื่อนทาน

คอยคาน ยามเพื่อนล้ม

คอยชม ยามเพื่อนชนะ

คอยสละ ยามเพื่อนชอบ

ส่งให้คนที่คุณคิดว่า

เค้าเป็น... 'เพื่อน'

และอย่าลืมส่งกลับ

ให้กับ 'เพื่อน'

คนที่ส่งมาให้คุณ

เพื่อนที่รักเรา

หาไม่ง่ายเลย

ถ้าเพื่อนๆ คนไหนมีแล้ว

จงรักษา"เพื่อน"ไว้ให้ดีดี

รักกันไว้ให้มากๆ

ไม่มีอีกแล้ว

ถ้า

เราเสียเพื่อนที่ดีไป

เพียงเพราะ

แค่เหตุผล โง่โง่

tanitsak pacharaphocharoen (tanitsakpacharaphocharoen88@gmail.com

29/6/54

เมื่อไม่มีความสุขกับงานที่ทำอยู่จะทำอย่างไร?? ฟังคำตอบจากทะไลลามะ


1.ผมเป็นคนหนึ่งที่มีความเชื่อว่า คนเราจะมีความสุขเมื่อได้ทำงานที่ตัวเองชอบ

ถึงอย่างนั้นก็มีบ้างบางเวลาที่รู้สึกไม่สนุก ไม่เป็นสุขกับงานที่ทำ

ทั้งๆ ที่ชอบ

อาจเพราะในบางเวลาที่ว่านั้นงานอาจจะซ้ำซากเกินไป ซึ่งมักทำให้รู้สึกเนือย เฉื่อย เรื่อยเปื่อย เอื่อยๆ เมื่อยๆ และเหนื่อยทั้งที่ก็ไม่ได้ทำอะไรหนักหนา

บางทีความเหนื่อยก็เกิดจากการไม่มีอะไรให้ออกแรง

เอาแต่ออกแรงคิดวนเวียนถึงความเบื่อนั้นในหัวจนเหนื่อย

อาการแบบนี้มักถูกเรียกขานว่า "เหนื่อยใจ"

เมื่อนั้นก็เป็นสัญญาณว่าได้เวลาหาอะไรใหม่ๆ ที่ท้าทายทำเสียบ้าง



2.บทหนึ่งในหนังสือ "ศิลปะแห่งความสุขในที่ทำงาน" ที่เกิดจากการที่ คุณโฮเวิร์ด ซี. คัตเลอร์ เดินทางไปนั่งคุยกับท่านทะไลลามะ ได้พูดถึงความสมดุลระหว่างความน่าเบื่อกับความท้าทายในการทำงานเอาไว้

ผมชอบเวลาที่ท่านทะไลลามะตอบคำถาม ท่านดูเป็นมนุษย์ปุถุชนดีจัง เหนื่อยก็บอกเหนื่อย กังวลก็บอกว่ากังวล ดังนั้น คำสอนหรือธรรมะจากท่านจึงเป็นธรรมะที่ผมรู้สึกว่ามันเกี่ยวข้องกับผม นำไปปฏิบัติได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้หลุดพ้นหรือบรรลุโสดาบันหรืออรหันต์เสียก่อนจึงจะคิดและทำได้แบบนั้น

ท่านทะไลลามะเล่าให้ฟังถึงตอนที่ต้องไปพูดเรื่องยากๆ ให้พระเก้าพันรูปที่อินเดียฟัง

"ฉันรู้สึกเป็นกังวลอยู่เล็กน้อยตั้งแต่ที่ตกลงใจเป็นผู้สอนเมื่อเกือบหนึ่งปีมาแล้ว ดังนั้น ในช่วงสองสัปดาห์ก่อนจะไปที่นั่น ฉันก็ต้องอ่านอย่างจริงจังและจดบันทึกเป็นเวลานานสามชั่วโมงทุกเช้า ฉันต้องสอนวันละห้าชั่วโมงนานห้าวัน"

ท่านกังวลอยู่บ้างในวันแรก และความกังวลก็ค่อยๆ คลี่คลายไป เมื่อวันเวลาผ่านไป

เมื่อคุณโฮเวิร์ดถามว่า "งานหนักตรงจุดนั้นนำมาซึ่งความพอใจอะไรบ้างไหม"

ท่านทะไลลามะตอบว่า "ในวันสุดท้ายฉันรู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างยิ่งเลย รู้สึกโล่งอกมากๆ ด้วย ภารกิจนี้ลุล่วงแล้ว!

"ความพึงพอใจนั้นส่วนหนึ่งเป็นเพราะได้รับการปลดปล่อยจากความกังวลนั้น แต่โดยรวมแล้วดูเหมือนว่ายิ่งงานหนักเท่าใดความพึงพอใจก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น"

ท่านยังกล่าวเสริมอีกว่า "ถ้าคุณต้องพบกับความยากลำบากในเวลานี้ ก็เป็นที่แน่นอนว่าในภายหลังคุณจะได้รับความพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง ความสุขจะเป็นของคุณ ดังนั้น ความยากลำบากจึงเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งความสุข เป็นรากฐานก็ว่าได้"

ระหว่างพยักหน้าตามผมก็แอบคิดแย้งในใจเหมือนกันว่า แต่ความยากลำบากก็อาจไม่ได้นำมาซึ่งความสุขในบั้นปลายเสมอไป นักเรียนที่อดนอนอ่านหนังสือแทบเป็นแทบตาย สุดท้ายหลายคนก็ต้องมานั่งร้องไห้เพราะสอบไม่ติด บางคนอาจทุ่มเทกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาอย่างยาวนานเพียงเพื่อมาพบกับความล้มเหลวในตอนจบ

แต่ถ้ามองให้ดี ผมคิดว่าความทุกข์หรือความเสียใจที่เราได้รับจากความล้มเหลวหลังจากทุ่มเทอย่างหนักนั้นแม้มันจะมาก แต่ก็ยังทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเองมากกว่าการล้มเหลวโดยที่ยังไม่ได้ทุ่มเทลงไปเต็มร้อย

ที่สำคัญ ทุกครั้งที่ทุ่มเทอย่างหนัก เรามักแข็งแรงขึ้น

คล้ายๆ ที่ท่านทะไลลามะบอกไว้ "เมื่อความท้าทายเช่นนี้เกิดขึ้นคุณก็ควรจะน้อมรับไว้ด้วยความเต็มใจ และมองความท้าทายนี้ว่าเป็นหนทางในการพัฒนาตัวเอง เพื่อความเจริญ เพื่อบรรลุถึงความเป็นอยู่ที่ดีและความสุขที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม"

ดูเหมือนว่าการทำงานหนักหรืองานที่ท้าทายความสามารถนำมาซึ่งความสุข แล้วถ้าต้องทำงานที่ไม่มีความท้าทายเลยล่ะ?


3. "สมมุติว่าท่านมีงานที่ไม่มีความท้าทายอะไรเลย เป็นงานที่น่าเบื่อมากๆ ขอแค่คุณไปทำงานก็พอแล้ว ไม่ต้องใช้ทักษะ ความสามารถหรือสติปัญญาของคุณแต่อย่างใด ท่านพอจะมีคำแนะนำหรือไม่ครับว่าควรจะทำอย่างไร"

ผมชอบคำถามนี้ของคุณโฮเวิร์ด และก็ชอบคำตอบของท่านทะไลลามะ

"คุณต้องมองก่อนว่ามนุษย์เรานั้นมีนิสัยแตกต่างหลากหลาย บางคนโดยเฉพาะคนที่มีสติปัญญามากกว่ามักจะชอบความท้าทายทางความคิดและการแก้ปัญหา แต่เขาเหล่านี้อาจไม่ชอบทำงานที่ต้องใช้แรง แต่คนอื่นอาจจะชอบงานที่ท้าทายน้อยกว่า"

ท่านยกตัวอย่างชาวทิเบตคนหนึ่งที่เคยเป็นพระมาก่อน เขาชอบทำงานที่ไม่ท้าทายอะไรเลย แต่ชอบงานที่ต้องออกแรง ทำซ้ำๆ แบบไม่ต้องคิดอะไรมาก และในระหว่างที่ทำงานนั้นเขาก็ชอบคิดเรื่องธรรมะ งานนั้นทำให้จิตใจของเขาว่างไม่ไปคิดถึงสิ่งอื่น

คล้ายท่านทะไลลามะกำลังบอกใบ้ว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะให้ความสำคัญกับการงานที่ทำราวกับมันเป็นสิ่งที่มีค่าสูงสุดในชีวิต

ยังมีมิติอื่นๆ ในชีวิตที่เราจะมีความสุขไปกับมัน

และบางคนก็เลือกที่จะทำงานบางอย่างเพื่อจะได้มีเวลาว่างหรือได้ใช้หัวสมองไปกับสิ่งอื่นที่สำคัญไม่แพ้การงาน



4. ผมอาจจะโชคดีได้ที่ทำงานที่ชอบ ได้ทำในสิ่งที่รัก และมักจะเที่ยวสะกิดคนนั้นคนนี้ให้มองหางานที่ตัวเองชอบ ที่ทำแล้วมีความสุข อยากตื่นเช้าไปทำงานทุกวัน

เมื่อสะกิดแล้วบางทีก็จะเจอคำถามที่โยนกลับมาว่า "ถ้าไม่ชอบงานที่ทำอยู่ แต่ไม่รู้ว่าชอบอะไร ต้องทำยังไงดี"

คำตอบเท่าที่นึกออกคือ หากเจ้าของคำถามนั้นยังอยู่ในวัยที่ทดลองใช้ชีวิตได้ ก็น่าจะลองออกไปทำงานอื่นที่คิดว่าน่าจะชอบดูสักตั้ง เพราะยังมีเวลา แต่กับบางคนที่ผ่านชีวิตมาเนิ่นนาน ลองงานโน้นนี้มาก็มาก คำตอบคงจะยากกว่าเยอะ

ในระหว่างที่กำลังตั้งคำถามว่า "ต้องทำงานอะไรจึงจะมีความสุข" เราอาจจะโดนเจ้าตัวคำถามนี้หลอกให้หลงทางก็เป็นได้

บางทีคำถามที่ควรถามสำหรับบางคนบางวัยอาจจะเป็น "ทำอย่างไรจึงจะมีความสุขกับงานที่ทำ"

ท่านทะไลลามะบอกว่า "ย่อมมีความเป็นไปได้ที่ใครสักคนหนึ่งจะมีงานที่จำเจซ้ำซากมากๆ เป็นงานที่อาจจะไม่ท้าทายอะไรเลย และอาจจะน่าเบื่อด้วยซ้ำ แต่เขาก็ยังเป็นคนที่มีความสุขได้ โลกเรามีคนอย่างนี้อยู่ตั้งเยอะ"

ความสุขจากงานที่ทำอยู่อาจจะเป็นการที่ได้มีเพื่อนร่วมงานที่ดี บรรยากาศเฮฮาตอนกินข้าวเที่ยง หรืออาจเพราะว่ามันเป็นงานที่ทำให้เราได้กลับบ้านไปใช้เวลากับครอบครัวได้เร็วกว่างานอื่น ได้มีเวลาอ่านหนังสือ ฟังเพลง ดูหนัง เย็บปักถักร้อย ดูซีรี่ส์เกาหลี ดูดีวีดีสามก๊กจนจบสามรอบ

นั่นก็คือความสุขในชีวิตมิใช่หรือ

ท่านทะไลลามะสมมุติคนสองคน คนหนึ่งมีที่มาของความสุขจากงานเพียงอย่างเดียว แต่ไม่มีชีวิตด้านอื่นเลย ไม่ได้ใช้เวลาอยู่กับครอบครัว ไม่สร้างมิตรภาพในที่ทำงาน กับอีกคนหนึ่งที่ทำงานน่าเบื่อซ้ำซาก แต่มีความสนใจด้านอื่นนอกเหนือไปจากงาน ใช้เวลากับครอบครัว ออกไปเที่ยวกับเพื่อน ได้เดินทาง ท่านบอกว่า คนหลังน่าจะเป็นคนที่มีความสุขกว่า

"เขาอาจจะไม่ได้มีงานที่น่าสนใจ แต่เขายังมีชีวิตที่น่าสนใจได้"

คราวนี้ผมพยักหน้าจนคางแทบลงไปโขกนม!

อยู่ที่เราจะมอง "งาน" ว่ามันคือ "ทั้งหมด" ของชีวิต หรือเป็นเพียง "ส่วนหนึ่ง" ของชีวิต

คนที่บ้างาน ชอบงาน รักงาน อาจคิดว่าคนเราควรทุ่มเทแรงกายแรงใจลงไปในงานให้เต็มร้อย (บางคนอาจจะเต็มร้อยห้าสิบ)

แน่ละ ใครได้ทำงานที่รักก็โชคดีไป

แต่บางคนอาจมองอีกแบบ งานก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเท่านั้น และมันอาจไม่ได้ต้องการพลังทั้งหมดและเวลาทั้งหมดในชีวิตของเราไปเพื่อมันก็ได้

ที่สำคัญ ไม่ใช่แค่งานที่เราทำเท่านั้นที่จะนำมาซึ่งความพึงพอใจในชีวิตของเรา

ชีวิตของเราไม่ได้ถูกนิยามจากงานที่ทำเท่านั้น

ถ้าต้องเลือกระหว่างการมี "งานที่น่าสนใจ" กับการมี "ชีวิตที่น่าสนใจ"

ผมคิดว่าอย่างหลังนั้นน่าสนุกกว่ากันเยอะ

แต่ก่อนที่จะมี "ชีวิตที่น่าสนใจ" เราอาจจะต้อง "สนใจชีวิต" เสียก่อน

สนใจว่า นอกเหนือจากงานแล้ว ยังมีอะไรอีกบ้างที่เราสนใจ อยากใช้เวลา อยากให้ความสำคัญ อยากลองลงมือทำสักตั้ง

เมื่อรู้แล้วเราอาจจะลืมคิดถึงการงานที่น่าเบื่อไปเลยก็ได้

ชีวิตจะน่าสนใจเมื่อเราเริ่มสนใจชีวิต
นิ้วกลม
www.facebook.com/Roundfinger.BOOK

25/6/54

คำสอนท่านพุทธทาส


1. ศัตรูที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ตัวเราเอง

2. ความล้มเหลวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเรา ก็คือความอวดดี

3. การกระทำที่โง่เขลาที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การหลอกลวง

4. สิ่งที่แสนสาหัสที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ความอิจฉาริษยา

5. ความผิดพลาดมหันต์ที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การยอมแพ้ตัวเอง

6. สิ่งที่เป็นอกุศลที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การหลอกตัวเอง

7. สิ่งที่น่าสังเวชที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ความถดถอยของตัวเอง

8. สิ่งที่น่าสรรเสริญที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ความอุตสาหะ วิริยะ

9. ความล้มละลายที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ความสิ้นหวัง

10. ทรัพย์สมบัติที่มีค่ามากที่สุดในชีวิตเรา ก็คือสุขภาพที่สมบูรณ์

11. หนี้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ หนี้บุญคุณ

12. ของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การให้อภัยและความเมตตากรุณา

13. ข้อบกพร่องที่ใหญ่หลวงที่สุดในชีวิตเรา ก็คือการมองโลกในแง่ร้ายและไร้เหตุผล

14. สิ่งที่ทำให้อิ่มอกอิ่มใจที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การให้ทาน

nithad rungnapanate (nithad.napa@hotmail.com

24/5/54

ความสุขจากการเริ่มต้นที่ดี‏

ในสมัยที่อะไรๆ ก็แพงนี้ ดูเหมือนความสุขจะราคาแพงและอยู่ห่างไกล นั่นเป็นมายาคติ แท้ที่จริงความสุขอยู่ใกล้ และราคาถูกมาก (Happiness at Low Cost) ที่ว่าใกล้นั้น อาจใกล้มากจนเป็นความสุขฉับพลัน (Instant Happiness) ก็ได้ ถ้าเราแหวกเส้นผมที่บังภูเขาออกไป ภูเขานั้นคือภูเขาแห่งความสุข เส้นผมนั้นเสมือนม่านบังตา ที่จริงๆ แล้วก็เส้นเล็กนิดเดียว ซึ่งถ้าเราสามารถแหวกออกไปได้ เราก็จะเห็นภูเขา



การแหวกม่านบังตาออกไปคือ การเห็นใหม่หรือการมีมุมมองใหม่ การมีมุมมองใหม่ทำให้เกิดความสุข การมีมุมมองใหม่ไม่ต้องใช้เงินเลย การมีมุมมองใหม่เริ่มต้นที่คนใกล้ชิด เช่น สามี ภรรยา พ่อ แม่ พี่น้อง ลูก เพื่อนร่วมงาน คนใกล้ชิดเป็นบ่อเกิดของความทุกข์หรือความสุขอย่างสำคัญ เพราะใกล้ตัวสัมผัสสัมพันธ์อยู่ทุกวัน เพราะความใกล้ชิดจึงมีเรื่องที่ทำให้รู้สึกไม่พอใจขึ้นมา ไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง แล้วก็จำฝังใจอยู่ในเรื่องนั้น



ความรู้สึกและความจำฝังใจเข้ามากำหนดมุมมองให้เราเห็นเรื่องไม่ดีมากขึ้น กลายเป็นความทุกข์ความบีบคั้นอย่างเรื้อรัง ที่จริงสามีหรือภรรยา หรือพ่อแม่พี่น้อง ลูก เพื่อนร่วมงาน มีความดีอยู่มากทีเดียว แต่ยามโกรธเรามองไม่เห็นความดีเหล่านั้น ถ้าเราเปลี่ยนมุมมอง พลิกมองจากมุมอื่น เห็นความดีของคนเหล่านั้น ความทุกข์จะมลายหายสูญไปอย่างฉับพลัน เกิดความสุขความปีติยินดีเข้ามาแทนที่
เราต้องรำลึกไว้เสมอว่า คนเรามีความเห็นแก่ตัวก็จริง แต่ความเห็นแก่ตัวไม่ใช่ด้านเดียวของมนุษย์ ทุกคนมีเมล็ดพันธุ์แห่งความดีอยู่ในหังใจ นี้ก็เป็นการเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับเพื่อนมนุษย์ ถ้าเราเห็นแต่ความเลวร้าย เราก็จะท้อแท้ห่อเหี่ยวหมดหวัง ถ้าเราคิดว่ามนุษย์ทุกคนมีธาตุหรือเมล็ดพันธุ์แห่งความดีอยู่ในหัวใจ โลกจะสดใสและมีความหวังขึ้น ..."


ที่มา: ศ.นพ. ประเวศ วะสี, บทความ ?ความสุขจากการเริ่มต้นที่ดี?, หนังสือ ?กรุ่นกลีบความสุข? เส้นทางสู่ความสุขโดย 12 นักคิด-นักกิจกรรมเพื่อสังคม, สนพ. กรีน-ปัญญาญาณ
teana veeramacha (teana2007@hotmail.com

23/5/54

ประชาสัมพันธ์:ลูกชายเพื่อนแต่งงาน...น.ท.สมปอง ภาคภูมิ



ถึง เพื่อน ๆ น.ท.สมปอง ภาคภูมิ ส่งเมล์มาขอเชิญเพื่อน ๆ
ร่วมงานมงคลสมรสของลูกชาย วันงาน น่าจะเป็นวันเสาร์ที่ 4 มิ.ย.2554
ประสานงานกับ เจ้าตัวได้ที่เบอร์ 081-8069128
จาก
มนตรี
ขอเชิญเพื่อน พพ.๑๔ - ๑๖ ร่วมฉลองมงคลสมรสพระราชทาน เรือเอก ยุทธศาสตร์ ภาคภูมิ กับ ทพ.หญิง ภัทรรัตน์ เทียนศรีม่วง ในวันเสาร์ที่ ๔ พ.ค.๕๔
เวลา ๐๗๐๐ - ๑๐๐๐ พิธีสงฆ์ ห้องโกเมน หอประชุมกองทัพอากาศ ดอนเมือง(ใกล้กับ ร.พ.ภูมิพล)
เวลา ๑๘๐๐ ห้องวิภาวดี บอลรูม โรงแรมโซฟิเทลฯ (เซ็นทรัล ลาดพร้าว) รถตู้จอด โรงเรียนหอวังฯ จาก น.ท.สมปอง ภาคภูมิ, ๐๘๑ ๘๐๖๙๑๒๘

21/5/54

ความสุขเกิดขึ้นเมื่อใด

ความสุข เกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง
ความสุขไม่ได้อยู่ที่จุดหมายปลายทางที่ไปถึง

คุณบอกกับตัวเองว่า เมื่อได้แต่งงาน และมีลูก ชีวิตของคุณก็จะดีขึ้น
แต่เมื่อมีลูก และลูกของคุณยังเล็กอยู่ คุณก็เกิดความรู้สึกว่า
เมื่อเขาโตขึ้นเราคงมีความสุขและสบายขึ้น

แต่เมื่อลูกโตมากขึ้น จนย่างเข้าสู่วัยรุ่น
คุณกลับรู้สึกไม่ได้ดั่งใจอีกครั้ง
และเมื่อลูกๆ ผ่านพ้นช่วงวัยรุ่นไปได้
คุณคิดว่า คุณจะมีความสุขมากขึ้น
แต่คุณกลับบอกกับตัวเองอีกว่า จะรอให้ลูกๆ
จัดการกับตัวของเค้าเองให้เรียบร้อยดีเสียก่อน

บางครั้งคุณคิดว่า ถ้าคุณมีบ้าน มีรถ มีวันหยุดพักร้อนนานๆ
และเมื่อถึงวันเกษียณอายุการทำงาน
ชีวิตของคุณจะมีความสุขมากที่สุด
แต่เมื่อเกษียนแล้วก็จริง แต่ทำไมถึงยังไม่มีความสุขสักที

ความสุขของชีวิตอยู่ที่ไหนกัน ?
แท้จริงแล้ว ความสุขของชีวิต อยู่ ณ ช่วงเวลาขณะนี้ ช่วงเวลาปัจจุบัน ไม่ต้องรอให้ความสุขมาหาเราในอนาคต
เราควรมีความสุข และพึงพอใจกับความสุขอยู่ในปัจจุบัน

ชีวิตของมนุษย์ทุกคน ต้องมีสิ่งท้าทายเข้ามาอยู่ตลอดเวลา ทั้งอุปสรรคต่างๆ หรือบททดสอบชีวิตอันยากเข็ญ
แต่ในที่สุดเราก็จะต้องก้าวผ่านไป อุปสรรคกับชีวิตเป็นของคู่กัน
ดังนั้น เป็นหน้าที่ของเรา ที่ต้องความสุขและความพึงพอใจจากการเดินทางบนถนนแห่งชีวิตนี้ซึ่งจะทำให้ชีวิตมีความสุข
มากกว่าที่จะรอให้ถึงจุดหมายปลายทางก่อน
แล้วถึงจะมีความสุขได้

เริ่มหยุดพูดกับตัวเองเสียทีว่า
ถ้าฉันลดน้ำหนักได้สัก 5 กิโล ฉันถึงจะมีความสุข
ถ้าฉันได้แต่งงาน ฉันถึงจะมีความสุข
ถ้าผมได้ซื้อบ้าน ผมถึงจะมีความสุข
ถ้าผมได้เกิดเป็นลูกคนรวย ผมถึงจะมีความสุข
ถ้าคุณหยุดพูดถึงสิ่งเหล่านี้ได้ ชีวิตของคุณก็จะมีความสุข
และคุณจะรู้สึกพึงพอใจกับชีวิต

ตอบคำถาม ต่อไปนี้
1. บอกชื่อคน 3 คน ที่รวยที่สุดในโลก
2. บอกชื่อนางงามจักรวาล 3 คนล่าสุด
3. บอกชื่อ ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบล 3 คนล่าสุด
4. บอกชื่อนักแสดงนำชาย 3 คนล่าสุดที่ได้รับรางวัลออสการ์

นึกไม่ออกใช่ไหม? ไม่ใช่เรื่องแปลก
ไม่มีใครหรอกที่จะจดจำคนเหล่านี้ได้ทั้งหมด
คนที่ได้รับการยกย่องสรรเสริญ ก็ล้วนล้มหายตายจากไปตามกาลเวลา
รางวัลต่างๆ เมื่อวางไว้นาน ก็จะถูกฝุ่นจับ แม้แต่ผู้ชนะก็จะถูกลืมในไม่ช้า

ตอบคำถาม ต่อไปนี้
1. บอกชื่ออาจารย์ 3 ท่านที่เคยช่วยเหลือคุณในเรื่องการเรียน
2. บอกชื่อเพื่อน 3 คนที่ช่วยเหลือคุณในยามที่คุณต้องการ
3. นึกถึงคน 3 คนที่ทำให้คุณรู้สึกว่า คุณได้เป็นคนพิเศษ
4. บอกชื่อคน 3 คนที่คุณอยากใช้เวลาด้วย

นึกออกง่ายกว่าใช่ไหม? นั่นเป็นเพราะว่า
คนที่มีความหมายต่อชีวิตคุณ ไม่ได้เป็นคนที่ต้องเป็นที่สุด
ไม่ได้มีเงินมากที่สุด ไม่ต้องได้รับรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
เพราะยังมีคนใกล้ตัวคุณอีกหลายคน
ที่ห่วงใยคุณ คอยให้การดูแลคุณ
และเวลาที่มีอะไรเกิดขึ้น ก็จะคอยอยู่เคียงข้างคุณ

... ไม่มีช่วงเวลาไหนที่จะมีความสุข
มากกว่าช่วงเวลา ณ ปัจจุบันนี้..
ใช้ชีวิตให้มีความสุขกับช่วงเวลาปัจจุบัน



สูตรเกี่ยวกับบุคลิกของตัวเองที่ควรไปจะคู่กับสูตรสุขภาพมีอย่างนี้

๑. อย่าเปรียบเทียบ ชีวิตของตัวเองกับคนอื่น คุณไม่รู้หรอกว่าคน
ที่คุณอิจฉานั้นเขามีความทุกข์ยิ่งกว่าคุณอย่างไรบ้าง
๒. อย่าคิดทางลบ เกี่ยวกับเรื่องที่คุณควบคุมหรือกำหนดไม่ได้ แทนที่จะมองโลก
ในแง่ร้าย, ก็ทุ่มเทกำลังและพลังงานให้กับความคิด ทางบวก ณ ปัจจุบันเสีย
๓. อย่าทำอะไร เกินกว่าที่ตัวเองทำได้ ...รู้ว่าขีดจำกัดของตัวเองอยู่ที่ไหน
๔..อย่าเอา จริงเอาจังกับตัวเองนัก เพราะคนอื่นเขาไม่ได้ซีเรียสกับคุณเท่าไหร่หรอก
๕. อย่าเสียเวลา และพลังงานอันมีค่าของคุณกับเรื่องหยุมหยิม หรือเรื่องซุบซิบ....
นอกเสียจากว่ามันจะทำให้คุณผ่อนคลายได้อย่างจริงจัง
๖. จงฝันตอนตื่น มากกว่าตอน หลับ
๗. ความรู้สึกอิจฉาริษยาเป็นเรื่องเสียเวลาเปล่าๆปลี้ๆ...คิดให้ดีก็จะรู้ว่าคุณมีทุกอย่าง
ที่คุณจำเป็นต้องมีแล้ว
๘. ลืมเรื่องขัดแย้งในอดีตเสียและอย่าได้เตือนสามีหรือภรรยาคุณเกี่ยวกับความ
ผิดพลาดในอดีตของอีกฝ่ายหนึ่งเลย เพราะมันจะทำลายความสุขปัจจุบันของคุณ
๙. ชีวิตนี้สั้นเกินกว่าที่เราจะไปโกรธเกลียดใคร... จงอย่าเกลียดคนอื่น
๑๐.ประกาศสงบศึกกับอดีตให้สิ้น, จะได้ไม่ทำลายปัจจุบันของคุณ
๑๑.ไม่มีใครกำหนดความสุขของคุณได้นอกจากคุณเอง
๑๒.จงเข้าใจเสียว่าชีวิตก็คือโรงเรียน คุณมาเพื่อเรียนรู้ และ ปัญหาเป็นเพียง
ส่วนหนึ่งของหลักสูตรซึ่งมาแล้วก็หายไป...เหมือนโจทย์วิชาพีชคณิต...
แต่สิ่งที่คุณเรียนรู้นั้นอยู่กับคุณตลอดชีวิต
๑๓. จงยิ้มและหัวเราะมากขึ้น
๑๔. คุณไม่จำเป็นต้องชนะทุกครั้งที่ถกเถียงกับคนอื่น หรอก...
บางครั้งก็ยอมรับว่าเราเห็นแตกต่างกันได้...เห็นพ้องที่จะเห็นต่างก็
ไม่เห็นเสียหายแต่อย่างไร
แล้ว เราควรจะมีทัศนคติอย่างไรต่อชุมชนและคนรอบข้าง เราล่ะ?
๑. อย่าลืมโทรฯหาครอบครัวบ่อย ๆ
๒. จงหาอะไรดี ๆ ให้คนอื่นทุกวัน
๓. จงให้อภัยทุกคนสำหรับทุกอย่าง
๔. จงหาเวลาอยู่กับคนอายุเกิน 70 และต่ำกว่า 6ขวบ
๕. พยายามทำให้อย่างน้อย 3 คนยิ้มได้ทุกวัน
๖. คนอื่นเขาคิดอย่างไรกับคุณไม่ใช่เรื่องของคุณสักหน่อย
๗. งานของคุณไม่ดูแลคุณตอนคุณป่วยหรอก แต่ครอบครัวและเพื่อนคุณต่างหากเล่าที่จะดูแลคุณในยามคุณมีปัญหา สุขภาพ ดังนั้น, อย่าได้ห่างเหินกับคนใกล้ชิดเป็น อันขาด
และ ถ้าหากสามารถดำรงชีวิตให้มีความหมายได้ , ก็ควรจะทำ ดังต่อไปนี้
๑. ทำสิ่งที่ควรทำ
๒. อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์, ไม่สวย, ไม่น่ารื่นรมย์,จงทิ้ง ไปเสีย...เก็บไว้ทำไม ?
๓. เวลาและพระเจ้าย่อมรักษาแผล ทุกอย่างได้
๔. ไม่ว่าสถานการณ์จะดีหรือเลวปานใด, เดี๋ยว มันก็เปลี่ยน
๕. ไม่ว่าคุณจะรู้สึกอย่างไรในตอนเช้าของทุกวัน, จงลุก จากเตียง, แต่งตัว
และปรากฎตัวต่อหน้าคนที่เราร่วมงาน ด้วย... get up, dress up and show up.
๖. สิ่งที่ดีที่สุดยังมาไม่ถึง
๗. ถ้าคุณยังลุกขึ้นตอนเช้าได้, อย่าลืมขอบคุณพระเจ้า หรือสิ่ง
ศักดิ์สิทธิ์ที่คุณนับถือเสียด้วย
๘. เชื่อเถอะว่าส่วนลึก ๆ ในใจของคุณนั้นมีความสุข เสมอ...
ดังนั้นส่วนนอกของคุณทุกข์โศกไปทำไมเล่า
และสุดท้ายที่สำคัญที่สุด

จาก
w_pongpan@hotmail.com

10/5/54

เพื่อนเป้า


กำหนดฌาปณกิจศพ เพื่อนสันติวาส แสนคำ(เป้า)
ในวันพฤหัสบดีที่ 12 พ.ค.2554 เวลา 16.00 น.
ณ.วัดท่าหลวง อ.เมือง จ.พิจิตร
จึงแจ้งมาให้ทราบโดยพร้อมเพรียงกัน
ปล.รุปที่เห็นเป็นรูปสุดท้ายที่เพื่อนได้มาร่วมงานรดน้ำดำหัวอาจารย์
และเลี้ยงสังสรรค์กับเพื่อนร่วมรุ่น เมื่อ 13 เม.ย.2554

6/5/54

เพื่อนสันติวาส แสนคำ (เป้า)‏



ถึง เพื่อน ๆ
ด้วยเพื่อนสันติวาส แสนคำ(เป้า) ได้เสียชีวิตแล้ว เมื่อคืนวันที่ 5 พ.ค.เวลา ประมาณ 22.00 น
ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร
กำหนดการรดน้ำศพ วันที่ 6 พ.ค. เวลา 14.00 น.ที่วัดท่าหลวง ศาลา 1 จ.พิจิตร
ชมรมเป็นเจ้าภาพสวดอภิธรรมศพ ในวันเสาร์ที่ 7 พ.ค.นี้ เวลา 20.00 น.
จึงขอเชิญร่วมงานศพโดยพร้อมเพรียงกัน
สำหรับกำหนด ฌาปณกิจศพ ในวันไหนนั้นจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง

21/4/54

เพื่อนมนัส และ พ.ต.อ.พิษณุ‏




ความคืนหน้า เพื่อนมนัส อินศรีชื่น ปัจจุบันอาการดีขึ้นเป็นลำดับ สามารถนั่งได้
ตอนนี้กำลังจะหัดยืนให้ได้ เมื่อยืนได้แล้วก็จะหัดเดินต่อไป ซึ่งเพื่อนมนัส มีอาการดีขึ้นมาก
กำลังใจดี ยิ้มแย้มแจ่มใสพูดคุยได้ตามปกติ ชูสองนิ้วเลยหละ
สำหรับผู้กองพิษณุ ดีใจหน้าสดชื่น เพราะได้เป็นคุณตาแล้ว บุตรสาวคนเล็กคลอดลูก เมื่อวันที่ 14 เม.ย.54
หลังจากกลับจากงานเลี้ยงรุ่นวันที่ 13 เม.ย. ลูกสาวคลอดตอน ตีหนึ่งของวันที่ 14
เป็นหลานสาวคนแรกของครอบครัว ของให้มีความสุขมากๆ นะเพื่อน
มนตรี
ปล. แก้ข่าว ที่ผมเขียนสารสัมพันธ์ ว่าคุณสมสักดิ์ ศรีวันทนียกุล(ซึ่งสมสักดิ์ก็สะกดผิด) บริจาค 1,000.-บาทนั้น
ขอแก้ข่าว ว่าชื่อที่ถูกต้องคือ คุณสมนึก ศรีวันทนียกุล (ชอร์)
ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

สารสัมพันธ์ 14-16 เม.ย.54



ถึง เพื่อน พ.พ.14-16
งานสังสรรค์รุ่นและรดน้ำดำหัวอาจารย์ เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2554 ที่ร้านอาหารบ้านครัวตี๋น้อยก็ผ่านไปด้วยดี มีเพื่อน ๆ มาลงทะเบียนร่วม 51 คน อาจารย์ 8 ท่าน และมีเพื่อนที่ไม่ได้มาร่วมงานบริจาคเงินอีก 4 ท่าน 1.พล.ต.เด่นดวง ทิมวัฒนา 2,000.-2คุณสมนึก ศรีวันทนียกุล 1,000.-3.คุณเพ็ญประภา สังข์เมือง 1,000.-และ 4พ.อ.ธนัญชัย พยัตตพงษ์ 500.-ชมรมฯขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ ที่นี้ สารสัมพันธ์ ฉบับนี้ มีเพื่อนของเราส่งบทความมาให้อ่าน และคำกลอนของคุณสุรชัย พงษ์พานิช ซึ่งพวกเราทุกคนสามารถเขียนบทความ หรือสารอื่น ๆ ข้อมูลความเคลื่อนไหวมาให้ชมรมฯได้ตลอดเวลานะครับ ผมเป็นสื่อกลาง ให้กลับเพื่อน ๆ ได้ตลอดเวลา
ปัจจุบันข่าวสารของชมรมมี 3 ช่องทางคือ 1.เวปไซด์ของชมรม ซึ่งเพื่อนสามารถติดตามข่าวสารจากช่องทางนี้ได้ http://pp14-16.blogspot.com/ ถ้าไม่ถนัดภาษาอังกฤษ ให้พิมพ์ ชมรมศิษย์เก่า พ.พ.14-16 ที่ google และกด enter ก็จะปรากฏลิงค์ชองชมรมมาให้เห็น ซึ่งเพื่อนสามารถติดตามข่าวย้อนหลังได้ที่คลังบทความ 2.ช่องทาง e-mail address ปัจจุบัน เพื่อน ๆ มีอีเมล์แล้วจำนวน 98 คน ซึ่งก็ได้มีส่งข่าวหรือสารสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมออยู่แล้ว ซึ่งถ้าเพื่อนไม่ถนัดจะสมัครอย่างไร ให้ลูกๆ หลาน ๆสมัครให้ ก็ได้ซึ่งก็มีเพื่อนเราหลายคนให้ลูก สมัครให้ และเปิดให้ดู เป็นระยะๆ และช่องทางที่ 3 คือ ทางจดหมาย ซึ่งจะช้าหน่อย อาจจะ 2 เดือน ครั้ง หรือ 3 เดือนครั้ง หรือถ้าเดือนไหนขยันหน่อยก็เป็นเดือนละครั้งเป็นต้น
วารสาร-ถึงเพื่อนๆ ชาวพ.พ.14-16
ไม่ได้เขียนถึงเพื่อนๆมานานมาก จนเพื่อนๆลืมต้อยดาร์กี้กันหมดแล้ว วันนี้มีอารมณ์อยากจะเขียนถึงเพื่อนจากงานเลี้ยงมุทิตาจิตอาจารย์ 13 เม.ย.2554 ที่ร้านอาหารบ้านครัวตี๋น้อยของคุณคำแสนแล้วมีอยู่ช่วงหนึ่ง พวกเราขึ้นร้องเพลงฮิตประจำ พ.พ.กันนั้น คือเพลงพิทยาสถาพร ทำให้นึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมาหลายปี 1.ที่พิจิตร ไปงานเลี้ยงสังสรรค์พบเพื่อนเราหลายคน หลังจากงานเลี้ยงเลิกราก็มาต่อกันร้านข้าวต้ม จำชื่อร้านไม่ได้แล้วแล้วเพราะเมา ก็เป็นธรรมเนียม ข้าวต้ม +1 แบน+2 แบน พอได้ที่เลือดม่วงขาวเข้างสิง ร้องเพลงพิทยาสถาพรกันทั้งโต๊ะ ร้อได้ครึ่งเพลง สังเกตุ แอ้! ทำไมเสียงมันดังจะว่ะ หันไปดูโค๊ะข้างๆ โอ้โห้ ขาแจมเพียบทั้งร้องทั้งปรมมือดังหึ้มไปทั้งร้าน มีโต๊ะข้างแจมอยู่โต๊ะ ปรมมืออย่างเดียว ไม่ร่วมร้องเพลงด้วย จบเพลงเข้าไปถามไถ่ พ.พ.รุ่นไหนเนี้ย! เค้าบอกพ.พ.รุ่น14-16 อ้าวรุ่นเดียวกันนี้หว่า! ถ่ามเพื่อนๆ เคยเห็นหน้าเค้าหรือเปล่าดูไม่คุ้นเลย ทำไม่ไม่ร้องเพลงหละ จำเนื้อเพลงไม่ได้หรอ! จำได้ครับแต่ร้องเพลงแล้วเนื้อเพลงมันกระโดด ทำให้ร้องผิดจังหวะ คือผมพยายามร้องตามอย่างนี้ พิจิตรพิทยาคมน่าชมสง่างาม สมกับนามพิจิตรพิทยาคม! เอ้าไอ้ห่า! จบพ.พ.14-16 โรงเรียนพิจิตรพิทยาคม ถึงว่าทำไมเอาแต่ปรบมือ ! ฮ่า ๆๆๆๆ 2.ที่ปัตตานี ! พ.พ.รุ่นน้องเล่าให้ฟัง ไปเป็นทหารเกณท์ ถูกส่งไปดูแลความสงบสุขให้คนใต้ อย่านึกว่าจะไม่มีชาว พ.พ.อยู่ ! มีครับมีเพียบ เคยร้องเพลงพิทยาสถาพร ตามร้านอาหารมาแล้ว เหมือนที่พิจิตรเลยขาแจมมาเพียบ แต่มาเป็นลูกๆ ลูกเกลี้ยงมาก่อน ตามมาด้วยลูกน้อยหน่า+ลูกปืนด้วย วงแตกกระเจิง ฮาๆๆๆๆๆๆๆ! เสือกร้องผิดที่ 3.ที่เชียงราย! ไปร้องเพลงพิทยาสถาพรที่วัดร่องขุน ฝรั่ง+นักท่องเที่ยว ปรมมือกันใหญ่ แสดงว่าเพลงนี้มีหลังมาก! มีคนในวัดร่องขุ่นเห็นเค้าเรียกว่าอาจารย์ ใส่หมวกกระโล่,เสื้อหม้อฮ่อม+กางเกงขาก้วย แบบทางเหนือสะพายย่ามร้องเท่าแตะ เดินยิ้มเข้ามาหา แล้วพูดทักทายกับพวกเราแบบลากเสียงยาน ๆ ว่า “แหม มันช่างอังการณ์งานเพลงจริง ๆ อาจารย์เพิ่งเคยได้ยิน มันมีศิลปะเหนือจินตนาการ มีพลังเหนือจิตใต้สำนึก มีทำนองทีกระตุ้นให้มีความฮึกเหิม มีเนื้อร้องที่บ่งบอกความหายอย่างชัดเจน ” สุดยอด ๆ จริง ๆ “ อาจารย์ขอเนื้อเพลงทั้งหมดนะจะเอาไปบรรจุไว้ในโบสถ์วัดร่องขุนนี้แหละ “ ฮ่าๆ ๆ ของเขาดี ของเขาดี ๆ คงเดาถูกนะว่าเขาเป็นใคร! ใครไปวัดร่องขุนดูด้วย ! คืออิทธิพล ของเพลงพิทยาสถาพร ร้องที่ไหนมีพวกแจมที่นั้น พวกเราคือชาว พ.พ.14-16
จบแล้วคิดถึงเพื่อน ๆ
จาก ต้อยดาร์กี้ 21/04/2554
เพื่อน พ.พ.
เคยเดินสวน กันไปมา นุ่งขาสั้น
รั้ววังจันทน์ ต่างพากเพียร เรียนหนังสือ
ธงม่วงขาว โปกสะบัด พัดระบือ
เพลงพิทยา ลือชาก้อง ท่องขึ้นใจ
องค์นเรศวร ทรงยิ่งใหญ่ ได้ศักดิ์ศรี
พระบารมี แผ่กว้างไกล ให้มุ่งหมาย
นาม พ.พ. เรียกชื่อย่อ โรงเรียนชาย
มีนารายณ์ ยืนเยียบโลก โลกร่มเย็น
อันตะเกียง หากขาดไส้ ก็ไร้แสง
เปลวสีแดง สว่างไสว ไม่ได้เห็น
เปรียบคนเรา นั้นขาดเพื่อน ก็เหมือนเป็น
ดั่งเฉดเช่น แสงมืดมิด ปิดหนทาง

19/4/54

เหยือกเต็มหรือยัง????‏


ชายหนุ่มคนหนึ่งได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยเอกชน
เพื่อให้เป็นวิทยากรพิเศษสอนวิชาปรัชญาให้กับนักศึกษาปริญญาโท
เขาเตรียมการสอนอยู่หลายวันจึงตัดสินใจจะสอนนักศึกษาเหล่านั้นด้วยแบบฝึกหัดง่ายๆ
แต่แฝงไว้ด้วยข้อคิด


เขาเดินเข้าห้องเรียนมาพร้อมด้วยของสองสามอย่างบรรจุอยู่ในกระเป๋าคู่ใจ

เมื่อได้เวลาเรียน เขาหยิบ
เหยือกแก้วขนาดใหญ่ขึ้นมา แล้วใส่
ลูกเทนนิสลงไปจนเต็ม

'พวกคุณคิดว่าเหยือกเต็มหรือยัง?' เขาหันไปถามนักศึกษาปริญญาโท

แต่ละคนมีสีหน้าตาครุ่นคิดว่าอาจารย์หนุ่มคนนี้จะมาไม้ไหนก่อนจะตอบพร้อมกัน
'เต็มแล้ว...'

เขายิ้มไม่พูดอะไรต่อหันไปเปิดกระเป๋าเอกสารคู่ใจ

หยิบกระป๋องใส่กรวดออกมา แล้วเท กรวดเม็ดเล็กๆจำนวนมากลงไปในเหยือกพร้อมกับเขย่าเหยือกเบาๆกรวดเลื่อนไหลลงไปอยู่ระหว่างลูกเทนนิสอัดจนแน่นเหยือก เขาหันไปถามนักศึกษาอีก
“เหยือกเต็มหรือยัง?'
นักศึกษามองดูอยู่พักหนึ่งก่อนจะหันมาตอบ 'เต็มแล้ว...'


เขายังยิ้มเช่นเดิม หันไปเปิดกระเป๋าหยิบเอาถุงทรายใบย่อมขึ้นมา
และเททรายจำนวนไม่น้อยใส่ลงไปในเหยือก
เ ม็ดทรายไหลลงไปตามช่องว่างระหว่างกรวดกับลูกเทนนิสได้อย่างง่ายดาย
เขาเทจนทรายหมดถุง
เขย่าเหยือกจนเม็ดทรายอัดแน่นจนแทบล้นเหยือก

เขาหันไปถามนักศึกษาอีกครั้ง “เหยือกเต็มหรือยัง?'

เพื่อป้องกันการหน้าแตกนักศึกษาปริญญาโทเหล่านั้นหันมามองหน้ากัน
ปรึกษากันอยู่นาน

หลายคนเดินก้าวเข้ามาก้มๆ เงยๆ
มองเหยือกตรงหน้าอาจารย์หนุ่มอยู่หลายครั้ง
มีการปรึกษาหารือกันเสียงดังไปทั้งห้องเรียน จวบจนเวลาผ่านไปเกือบ ห้านาที
หัวหน้ากลุ่มนักศึกษาจึงเป็นตัวแทน เดินเข้ามาตอบอย่างหนักแน่น

“คราวนี้เต็มแน่นอนครับอาจารย์'
“แน่ใจนะ'
“แน่ซะยิ่งกว่าแน่อีกครับ'

คราวนี้เขาหยิบน้ำอัดลมสองกระป๋องออกมาจากใต้โต๊ะแล้วเทใส่เหยือกโดยไม่รีรอ
ไม่นานน้ำอัดลมก็ซึมผ่านทรายลงไปจนหมด
ทั้งชั้นเรียนหัวเราะฮือฮากันยกใหญ่
เขาหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

“ไหนพวกคุณบอกว่าเหยือกเต็มแน่ๆ ไง' เขาพูดพลางยกเหยือกขึ้น

“ผมอยากให้พวกคุณจำบทเรียนวันนี้ไว้
เหยือกใบนี้ก็เหมือนชีวิตคนเรา ลูกเทนนิสเปรียบเหมือนเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต เช่น ครอบครัว คู่ชีวิต
การเรียน สุขภาพ ลูก พ่อแม่และเพื่อน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่คุณต้องสนใจจริงจัง
สูญเสียไปไม่ได้

เม็ดกรวดเหมือนสิ่งสำคัญรองลงมา เ ช่น งาน บ้าน รถยนต์

ทรายก็คือเรื่องอื่นๆ ที่เหลือเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เราจำเป็นต้องทำ
แต่เรามักจะหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้
เหยือกนี้เปรียบกับชีวิตของคุณ ถ้าคุณใส่ทรายลงไปก่อน
คุณจะมัวหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเล็กๆน้อยๆ อยู่ตลอดเวลา

ชีวิตเต็มแล้ว... เต็มจนไม่มีที่เหลือให้ใส่กรวด
ไม่มีที่เหลือใส่ให้ลูกเทนนิสแน่นอน'

ชีวิตของคนเราทุกคน ถ้าเราใช้เวลาและปล่อยให้เวลาหมดไปกับเรื่องเล็กๆ
น้อยๆ เราจะไม่มีที่ว่างในชีวิตไว้สำหรับเรื่องสำคัญกว่า

เพราะฉะนั้นในแต่ละวันของชีวิต
เราต้องให้ความสนใจกับเรื่องที่ทำให้ตัวเราและครอบครัวมีคว?มสุข

ใช้ชีวิตเล่นกับลูกๆ หาเวลาไปตรวจร่างกาย
พาคู่ชีวิตกับล ูกไปพักผ่อนในวันหยุด พากันออกกำลังกาย
เล่นกีฬาร่วมกันสักชั่วโมงสองชั่วโมง เพื่อสุขภาพและความสัมพันธ์ที่ดีในชีวิต
พาพ่อแม่ไปเที่ยวพักผ่อนหรือทานข้าว โทรศัพท์หาเพื่อนบ้างให้รู้ว่าเรายังคิดถึงและเป็นห่วง
เราต้องดูแลเรื่องที่สำคัญที่สุดจริงๆ ดูแลลูกเทนนิสของเราก่อนเรื่องอื่นทั้งหมด
หลังจากนั้นถ้ามีเวลาเหลือเราจึงเอามาสนใจกับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัวเรา

นักศึกษาคนหนึ่งยกมือขึ้นถาม

“แล้วน้ำที่อาจารย์เทใส่ลงไปล่ะครับ
หมายถึงอะไร?'


เขายิ้มพร้อมกับบอกว่า “การที่ใส่น้ำลงไปเพราะอยากให้เห็นว่าไม่ว่าชีวิตของเราจะวุ่นวายสับสนเพียงใด
ในความสับสนและวุ่นวายเหล่านั้นคุณยังมีที่ว่างสำหรับการแบ่งปันน้ำใจให้กันเสมอ...'

แล้วเหยือกของคุณล่ะเต็มหรือยัง

11/4/54

วันพุธที่ 13 เม.ย.54 เรามีนัดกันที่ร้านอาหารบ้านอาตี๋น้อย

ถึงเพื่อน ๆ
วันพุธที่ 13 เมษายน 2554 เวลา 17.00 น.เป็นต้นไป
อย่าลืมนะ เรามีนัดสังสรรค์ และรดน้ำดำหัวอาจารย์ผู้มีพระคุณของเรา
ที่ร้านอาหารบ้านอาตี๋น้อย (ทรีเฮาส์)เดิม ทีมงานการจัดงานพร้อมแล้วที่รอต้อนรับเพื่อน ๆ
และมีเพื่อนของเราสมทบเงินให้กับรุ่นเพิ่มอีก 1 ท่านคือ
พล.ต.เด่นดวง ทิมวัฒนา จำนวนเงิน 2,000.-บาท ต้องขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ

31/3/54

รายงานการประชุม 26 มีนาคม 54

ชมรมศิษย์เก่า พ.พ. 14,16
สรุปสาระการประชุมกรรมการ
วันที่ 26 มีนาคม 2554 ณ ร.ร.กวดวิชาสุดประเสริฐ

ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้จัดงานพบปะสังสรรค์และรดน้ำดำหัวอาจารย์ในวันที่ 13 เมษายน 2554 ณ บ้านอาหารอาตี๋น้อย (ทรีเฮ้าส์เดิม) เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ด้วยความเรียบร้อยโดยมีเพื่อนสมาชิกและครอบครัวมาร่วมงานโดยพร้อมเพรียงกัน จึงได้กำหนดกิจกรรมและผู้รับผิดชอบดังต่อไปนี้
1. ฝ่ายประสานงานทั่วไป มีคุณอนันต์ (เม้ง) สิทธิรุ่งโรจน์ เป็นผุ้รับผิดชอบในการประสานงานที่มีประธานชมรม (คุณบุญส่ง เตชะมณีสถิต) และคณะทำงานทุกฝ่าย ในการติดตาม อำนวยการ และแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ ให้เกิดผลสำเร็จ
2. ฝ่ายประชาสัมพันธ์ มีคุณมนตรี ศรีภิรมย์ เป็นผู้รับผิดชอบ ได้มีการแจ้งให้สมาชิกชมรมส่วนหนึ่งทราบแล้วทาง e-mail และจะจัดทำหนังสือแจ้งสมาชิกทุกคนอีก 2 ครั้ง ในวันที่ 7 เมษายน 2554 เพื่อย้ำเตือนว่าการพบปะสังสรรค์ครั้งนี้เป็นการเลี้ยงรุ่นย้อนหลังปี 2553 ที่ได้งดไปเนื่องจากชมรมมีกิจกรรมงานราตรีสองแคว 53 และได้เรียนเชิญอาจารย์เก่ามารดน้ำดำหัวเนื่องในเทศกาลสงกรานต์
3. ฝ่ายรับลงทะเบียน พ.ต.อ.พิษณุ รักการศิลป์รับผิดชอบรับลงทะเบียนสมาชิกโดยให้มีการรวบรวมข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน ทั้งที่อยู่ ที่ทำงาน และ e-mail address (ถ้ามี)
4. ฝ่ายการเงิน พ.อ. เชาว์ เกตุดี รับผิดชอบในการรับ-จ่ายเงินในการจัดงานโดยให้สมาชิกร่วมสมทบค่าใช้จ่ายคนละ 300 บาท ถ้ามีครอบครัวมาด้วยคิดเพิ่มเป็น 500 บาท
5. อาหารและเครื่องดื่ม คุณคำแสน กิจสมบูรณ์ รับผิดชอบการประสานงานกับร้านอาหารในส่วนที่เกี่ยวข้องกับรายการอาหารและเครื่องดื่ม (Soft drink) โดยจัดอาหารชุดจำนวน 8 รายการในราคาชุดละ 1000 บาท จำนวน 10 ชุดและเครื่องดื่มเหมาจ่ายคนละ 40 บาท คุณมนตรี
ศรีภิรมย์รับผิดชอบในการหาสุรา Red label และเบียร์สด
6. สถานที่ คุณคำแสน กิจสมบูรณ์ รับผิดชอบในการประสานงานกับร้านอาหารเกี่ยวกับการจัดสถานที่ เครื่องเสียง ดนตรี นักร้อง คุณมนตรี ศรีภิรมย์ จัดจอภาพนำเสนอผลงานและกิจกรรม โดย จ.ส.อ. อุดร ชมกุล และ อ.สุรินทร์ ศรเพชร เป็นผู้บันทึกภาพนิ่งและ VDO ผ.ศ. สุชาติ
สุดประเสริฐ จัดพระพุทธรูปและอุปกรณ์การรดน้ำดำหัว คุณธีระศักดิ์ เอื้ออริยกุลจัดทำป้ายไวนิล
7. งานพิธีการ
7.1 อ. รังสรรค์ จันทรสุข ประสานงานเรียนเชิญอาจารย์ แจ้งว่าได้รับการตอบรับว่าจะมาเป็นเกียรติประมาณ 8-10 ท่าน
7.2 อ. ธงชัย เพ็ชรรักษ์ จัดหาของที่ระลึกมอบอาจารย์โดยพิจารณาตามความเหมาะสม
7.3 คุณคำแสน กิจสมบูรณ์ จัดหาพวงมาลัยดอกมะลิคล้องคอและพวงมาลัยข้อมืออาจารย์
7.5 คุณนภดล จันทร์จำเนียร นำธงประจำรุ่นประดับในงาน
8. อื่นๆ ได้มีเพื่อนสมาชิกร่วมบริจาคเงินสมทบกองทุนของชมรม 2 ราย ดังนี้
8.1 คุณอานันท์ (ตู๋) บริจาคเงิน จำนวน 2000 บาท
8.2 คุณธราภรณ์ เผือกทอง บริจาคเงิน จำนวน 1000 บาท
ให้คุณมนตรีแจ้งและขอบคุณทางวารสารชมรมต่อไปและให้ประชาสัมพันธ์ในวันจัดงานด้วย

29/3/54

เพือนของเราได้รับการโยกย้าย



คุณกุลดิลก แก้วประพาฬ ได้ย้ายจาก จ.สมุทรปราการ มาดำรงตำแหน่ง หัวหน้ากลุ่มงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู ต.ลำภู อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู
คุณณชพัฒน์ เทียนไพโรจน์(กิจจา) ได้รับการโยกย้ายจาก จ.มุกดาหาร มาดำรงตำแหน่ง ธนรักษ์จังหวัดชัยภูมิ มีผลเดือนเมษายนนี

28/3/54

ความรู้สึกดีๆในความยากลำบาก‏


Adisak Chua: คิดว่าทุกคนกำลังเครียด เลยอยากแบ่งปันเรื่องดีๆที่เกิดในช่วงแผ่นดินไหว (อ่านเจอลิ้งค์จาก ศูนย์กลางข่าวสารแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น โดย สนญ. และ สนทญ.) เป็นเรื่องราวที่คนต่างชาติที่อยู่ในญี่ปุ่นประสบ http://prayforjapan.jp/tweet.html

ขอแปลด้วยความรู้ภาษาญี่ปุ่นที่มี เรื่องที่หนึ่ง ข้าพเจ้าได้เห็นเด็กน้อยพูดกับพนักงานรถไฟ "ขอบคุณค่ะ/ครับ ที่เมื่อวานพยายามอย่างสุดชิวิตทำให้รถไฟเดินรถได้อีกครั้ง" พนักงานรถไฟร้องไห้ส่วนข้าพเจ้าร้องไห้ฟูมฟายไปแล้ว (คืนวันที่เกิดแผ่นดินไหว รถไฟหยุดวิ่ง กว่าจะวิ่งได้ก็หลังเที่ยงคืนไปแล้ว)


เรื่องที่สอง ที่ดิสนีย์แลนด์ คนติดกลับบ้านไม่ได้จำนวนมาก และทางร้านขายของก็ได้เอาขนมมาแจกนักท่องเที่ยว ก็ได้มีนร.ม.ปลายหญิงกลุ่มหนึ่งไปเอามาจำนวนมาก มากเกินพอ แว่บแรกที่ข้าพเจ้ารู้สึกทันทีคือ อะไรของมึงวะ เอาไปซะเยอะ แต่วินาทีต่อมากลายเป็นความรู้สึกตื้นตันใจ เพราะเด็กกลุ่มนั้นเอาขนมไปให้เด็กๆ ซึ่งพ่อแม่ไม่สามารถไปเอาเองได้เพราะต้องดูแลลูกๆ


เรื่องที่สาม ในซุปเปอร์แห่งหนึ่ง ของตกระเกะระกะเพราะแรงแผ่นดินไหว แต่คนซื้อก็เดินไปช่วยกันเก็บของ แล้วก็หยิบส่วนที่ตนอยากซื้อไปต่อคิวจ่ายเงิน ในรถไฟที่เพิ่งเปิดให้ใช้บริการและคนที่ตกค้างจำนวนมากกำลังเดินทางกลับก็ได้เห็นคนแก่คนหนึ่งลุกให้สตรีมีครรภ์นั่ง คนญี่ปุ่นแม้ในภาวะฉุกเฉินเช่นนี้ ก็ยังมีน้ำใจ มีระเบียบ



เรื่องที่สี่ ในคืนแรกที่เกิดแผ่นดินไหว รถไฟไม่วิ่ง ทำให้คนจำนวนมากต้องเดินกลับบ้านแทนการนั่งรถไฟ ขณะที่ข้าพเจ้าต้องเดินกลับจากมหาลัยมายังที่พัก ร้านรวงก็ปิดหมดแล้ว ข้าพเจ้าได้ผ่านร้านขนมปังร้านหนึ่งซึ่งปิดไปแล้ว แต่คุณป้าเจ้าของร้านก็ได้เอาขนมปังมาแจกฟรีแก่คนที่กำลังเดินกลับบ้าน แม้ภาวะฉุกเฉินเช่นนี้ น้ำใจเช่นนี้ทำให้หัวใจข้าพเจ้าอบอุ่น ตื้นตัน


เรื่องที่ห้า ในขณะที่รอรถไฟให้กลับมาวิ่งได้ ข้าพเจ้าก็ได้รออยู่ในอาคารสถานีอย่างเหน็บหนาว โฮมเลสก็ได้แบ่งปันแผ่นกล่องกระดาษให้ โฮมเลสที่ข้าพเจ้ามองด้วยหางตาทุกวันที่มาใช้สถานี คืนนั้นทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด


เรื่องที่หก (เรื่องราวคืนรถไฟไม่วิ่งเยอะหน่อยนะครับ) ด้วยระยะเวลาสี่ชั่วโมงที่ต้องเดินเท้ากลับบ้าน ก็ได้ผ่านหน้าบ้านหลังหนึ่ง ตาก็ไปสะดุุดกับแผ่นกระดาษที่เขียนว่า "เชิญใช้ห้องน้ำได้ค่ะ" หญิงสาวท่านหนึ่งได้เปิดบ้านตัวเองให้แก่คนที่กำลังเดินกลับบ้านได้ใช้ วินาทีที่ได้เห็นแผ่นกระดาษนั้น น้ำตามันก็ไหลออกมาเอง น้ำใจคนญี่ปุ่น


เรื่องที่เจ็ด แม้ว่าไฟดับ ก็ยังมีคนที่สู้ทำงานให้ไฟกลับมาติด น้ำไม่ไหลก็ยังมีคนไม่ยอมแพ้ทำให้น้ำกลับมาไหล เกิดปัญหากับโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ก็มีคนที่พร้อมจะเข้าพื้นที่เพื่อซ่อมมัน ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้กลับมาสู่สภาพปกติด้วยตัวมันเอง ขณะที่พวกเราอยู่ในบ้านอันอบอุ่นแล้วก็พร่ำบ่นว่าเมื่อไรไฟมันจะติด น้ำจะไหลน้าา ก็มีคนที่อยู่ข้างนอกท่ามกลางความหนาวเหน็บกำลังพยายามสู้อยู่


เรื่องที่แปด ในจังหวัดจิบะ คนลุงคนหนึ่งที่หลบภัยอยู่ก็ได้เปรยออกมาว่า ต่อจากนี้ไปจะเป็นอย่างไรน้า เด็กหนุ่มม.ปลายก็ตอบกลับไปว่า ไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วง ต่อจากนี้ไปเมื่อเป็นผู้ใหญ่ พวกผมจะทำให้มันกลับมาเหมือนเดิมแน่นอน (ไม่เป็นไร พวกเรายังมีอนาคต!!!)


เรื่องที่เก้า ขณะที่กำลังได้รับความช่วยเหลือ หลังจากที่ติดอยู่บนหลังคาบ้านมากว่า 42ชั่วโมง คุณลุงก็ได้กล่าวว่า "ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรครับ เคยมีประสบการณ์ทซึนามิที่ชิลีมาแล้ว ต่อจากนี้ไปพวกเรามาช่วยฟื้นฟูบ้านเมืองกันนะ" แกกล่าวด้วยรอยยิ้ม (สิ่งสำคัญสำหรับพวกเราคือ ต่อจากนี้ไปเราจะทำอะไรต่างหาก)


เรื่องสุดท้าย ก่อนหน้านี้เมืองมันสว่างเกินไป เกินที่จะมองเห็นดวงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน แต่จริงๆแล้วดาวสวยเช่นนี้เอง ชาวเซนไดทุกคนลองแหงนมองขึ้นไปข้างบนดูซิ

ข่าวประชาสัมพันธ์

สวัสดีครับเพื่อน ๆ ร่วมรุ่น ชมรมศิษย์เก่า พ.พ.14-16 จากการที่คณะกรรมการชมรม ได้มีการจัดประชุม เมื่อวันเสาร์ที่ 12 มีนาคม 54 ที่รีสอร์ทส่วนตัวคุณประสพ มั่นแก้ว เอื้อเฟื้อสถานที่ พร้อมหมูหัน 1 ตัว ประเด็นของการประชุม มีประเด็นเดียว ว่าจะจัดงานรุ่นและรดน้ำดำหัวอาจารย์ในวันไหนดีของเดือน เมษายน 54 ทีประชุมได้มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง อภิปรายกันพร้อมยกเหตุผล(บรรยากาศ เหมือนการประชุมผู้แทนราษฎร์เลย เพียงแต่ว่าขอเค้าเวลายืนพูดไม่ได้ถือแก้วเท่านั้นเอง ขอเราถือแก้ว และถ้าคอแห้งระหว่างอภิปราย ก็จะจิบพร้อมกันไปด้วย) โดยเริ่มประชุม ตั้งแต่เวลา 15.00 น. จนถึงเวลา ประมาณ 24.00 น. ใช้เวลาเสนอความคิดเห็นกัน ร่วม 10 ชั่วโมง เป็นอันยุติ กำหนดจัดวันพุธที่ 13 เมษายน 2554

ดังนั้น จึงขอเรียนเชิญเพื่อนชมรมศิษย์เก่า พ.พ.14-16 ร่วมงานเลี้ยงรุ่นประจำปี และรดน้ำดำหัวอาจารย์ ในวันพุธที่ 13 เมษายน 54 ที่ร้านบ้านครัวตี๋น้อย(ทรีเฮาส์เดิม) ตรงข้ามโรงแรมพิษณุโลกธานี ถ.สายสนามบินเก่า ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก เริ่มงานตั้งแต่เวลา17.00 น. เป็นต้นไป

ขอชี้แจงเพิ่มเติม เหตุผลที่มาจัดช่วงนี้ เนื่องจากเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 53 พวกเราได้จัดงานบอลการกุศลราตีสองแคว ซึ่งถ้าจะมาจัดงานอีกในเดือนธันวาคม ซึ่งใกล้กันมากกลัวเพื่อน ๆจะเหนื่อยกับการเดินทางโดยเฉพาะเพื่อนที่อยู่ต่างจังหวัด หรือเพื่อนที่อยู่ในพิษณุโลกก็เป็นการรบกวนเวลามากเกินไป และเคยมีประสบการณ์มาครั้งหนึ่งแล้ว ที่สมัยรศ.สุชาติ สุดประเสริฐ เป็นประธานซึ่งจัดใกล้กันมาก 2 งาน เพื่อนมาร่วมงานน้อยมาก ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาจึงเลื่อนมาจัดในเดือนเมษายนนี้ ซึ่งชมรมก็มีการจัดทุกปีอยู่แล้ว

ขอเรียนเชิญเพื่อน ๆ ทุกคนนะครับ มาร่วมงานเลี้ยงรุ่น ต้องบอกล่วงหน้าเพื่อน ๆ จะได้จัดเวลา และวางแผนถูกเนื่องจากพวกเราก็ทราบดีอยู่แล้ว ว่าเป็นวันหยุดยาว และบางคนมีภารกิจที่รับผิดชอบกับครอบครัวบ้าง,ที่ทำงานบ้าง,เที่ยวกับญาติบ้าง หรืออื่นๆ และไม่สามารถมาได้เพราะชนกัน อันนี้เราก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าคนไหนพอจะปลีกตัวได้ขอเชิญนะครับ ค่าใช้จ่ายในงาน ถ้ามาเป็นครอบครัว 500.-บาท แต่ถ้ามาเดี่ยว ๆ หิ้วปากมากอันเดียว 300.-ขาดตัว แต่ถ้าเพื่อนจะแถมให้มากกว่านี้ ก็ยินดีมากครับ และมีเพื่อน ร่วมรุ่น 2 คน บริจาคมาแล้วคือ อ.คุณอานันท์ นิรมล ปัจจุบันเป็นอาจารย์มหาวิทยาทักษิณ จ.สงขลา จำนวน เงิน 2,000.-บาท และอ.ธิราภรณ์ เผือกทอง โรงเรียนเฉลิมขวัญ สตรี 1,000.-บาท ชมรมฯก็ขอบคุณเพื่อนมา ณ.โอกาสนี้ และขอขอบคุณเพื่อนอีก 1 ท่าน คุณเพ็ญประภา สังข์เมือง ที่ชมรมได้ขอให้ซื้อพวงหรีด(สำรองจ่าย) ให้กับบิดาคุณเดชา รัตนามตกุลให้ก่อน ซึ่งคุณเพ็ญประภา ขอมอบเงินคืนให้กับชมรม จำนวน 500.-บาท ก็ขอบคุณเช่นกัน

และอย่าลืมติดตามข่าวสารชมรมได้ที่ http://pp14-16.blogspot.com/ นะครับ สามารถดูข่าวสารย้อนหลังได้ โดยไปที่คลังบทความ อยู่ด้านขวามือ ของเวปไซด์ และจะเรียงเป็นเดือน ๆไว้สามารถเข้าไปคลิก ดูบทความแต่ละเดือนได้ จาก มนตรี ศรีภิรมย์ e-mail : montri_sri1@hotmail.com

15/3/54

เพื่อน มนัส อินศรีชื่น


ความคืนหน้าอาการป่วยของคุณมนัส อินศรีชื่น ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2554 หมออนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว สามารถพูดคุยได้ตามปกติ อาการทั่วไปยังไม่สามารถช่วยตัวเองได้มากนัก สามารถนั่งได้เมื่อมีคนพยุงให้นั่ง ซึ่งอาการคุณมนัสก็ดีขึ้นตาม
ลำดับมากแล้ว ปัจจุบันนอนพักที่บ้านที่ภรรยาจัดไว้ให้ เพื่อนๆ สามารถไปเยี่ยมได้ตลอดเวลา หรือสามารถโทรคุยกับเพื่อนได้ครับ

14/3/54

กำหนดวันเลี้ยงรุ่นประจำปี พุธที่ 13 เมษายน 2554






เมื่อวันเสาร์ที่ 12 มีนาคม 2554 เพื่อน ๆ สมาชิกบางส่วนได้มีการประชุมกันที่ รีสอร์ทส่วนตัวคุณประสพ มั่นแก้ว ที่อ.วัดโบสถ์
จ.พิษณุโลก หลังจากที่ได้ถกเถียง แสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง ชมรมจะจัดงานในวันไหนของเดือน เมษายน 2554
ดี ซึ่งได้ข้อสรุปและมีมติเป็นเอกฉันท์ดังนี้
-จัดงานเลี้ยงรุ่นสังสันต์ประจำปี และรดน้ำดำหัวอาจารย์ ในวันพุธที่ 13 เมษายน 2554 เริ้มเวลา 17.00 น.เป็นต้นไป
-สถานที่จัดงาน ครัวบ้านเพ(ร้านทรีเฮาส์เดิม) ตรงข้ามโรงแรมพิษณุโลกธานี ถ.สายสนามบินเก่า จ.พิษณุโลก
จึงแจ้งให้ทราบ ถึงเพื่อน ๆ ทุกคนเป็นการล่วงหน้า เพื่อจะได้วางแผนต่างๆ เตรียมตัว รวมทั้งจัดเวลาให้เหมาะสม
ว่าสามารถจะมาร่วมงานได้หรือไม่ต่อไป ซึ่งทางชมรมก็จะได้มีการประชุมแต่งตั้งคณะทำงาน ในการเตรียมงาน
ซึ่งเมือถึงใกล้ ๆ จะมีการส่งสารย้ำให้เพื่อนๆ อีกครั้งหนึ่ง เพื่อกันลืม
หมายเหตุ ถ้าเพื่อน ๆ ได้ทราบข่าวจากเวปไซด์นี้แล้ว ขอให้แจ้งให้กับเพื่อนคนอื่นๆ ให้ทราบด้วยนะครับ

ปรัชญาของมด‏


ปรัชญาที่ 1 มดไม่เคยละความพยายาม

หากมันมุ่งหน้าไปทางทิศใด แล้วเกิดอุปสรรค = ถูกปิดกั้นหนทาง

มันจะพยายามหาทางเดินทางอื่น มันจะไต่ขึ้น ไต่ลง ไปรอบๆมันจะมองหาหนทางอื่นเสมอ

ข้อคิด
จง อย่าละความพยายามในการหาหนทางไปสู่สิ่งที่หมายมาด

ปรัชญาที่ 2 มดคิดถึงฤดูหนาวตลอดฤดูร้อน

มันไม่เคยรักสบายจนคิดเพียงว่าคิมหันต์ฤดู จะคงอยู่ตลอดเวลา

ดัง นั้น มันจึงพยายามเก็บสะสมเสบียงไว้สำหรับเหมันต์ ตลอดฤดูคิมหันต์หรรษา

ข้อคิด
จงตะหนักถึงความเป็นจริง และเตรียมรับกับเหตุการณ์ในอนาคต

ปรัชญาที่ 3 มดคิดถึงฤดูร้อนตลอดฤดูหนาว

ท่าม กลางความหนาวเหน็บแห่งเหมันต์ มันจะเตือนตัวเองว่า

"ความลำบากจะอยู่เพียงไม่นาน แล้วเราก็จะพ้นจากสภาวะเช่นนี้"

เมื่อวันที่แสงแห่งความอบอุ่นแรกสาดส่อง มันจะออกมาเริงร่า หากอากาศกลับกลายเป็นหนาวอีกครั้ง

มันจะเข้าไปในโพรงอีกครั้ง และออกมารับความอบอุ่นในวันอากาศดีโดยทันใด

ข้อคิด
จงมองทุก สิ่งในเชิงบวกตลอดเวลา

ปรัชญาที่ 4 ทุ่มเททุกสิ่งเท่าที่สามารถ

มดสามารถเก็บเกี่ยวเสบียงตลอดฤดูร้อน เพื่อเตรียมพร้อมฤดูหนาวให้มากเท่าที่มันจะทำได้

ข้อคิด
จงพยายามทำทุกสิ่ง ทุกอย่างเต็มกำลัง

สรุป

1)...อย่ายอมแพ้
2)....มองไปข้างหน้า
3)...มองโลกในแง่ดี
4)...ทำเต็มความสามารถ

คุณทำได้..ยิ่งกว่ามดตัวเล็กๆ
teana veeramacha (teana2007@hotmail.com)